เบี้ยวมอบตัว ! ออกหมายเรียกครั้งที่ 2 รองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ แชร์ข่าวกาแฟแก้ว 12,000

4 มี.ค. 2019 เวลา 11:20 น.

รองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เบี้ยวเข้ามอบตัวหลังโพสต์ข้อความอันเป็นเท็จ ทำให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้รับความเสียหาย กรณีข่าวจิบกาแฟราคา 84,000 บาท

พลโทพงศกร รอดชมภู รองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ 1 ในผู้ที่ถูกตำรวจออกหมายเรียก พร้อมด้วยผู้ชมและแชร์ข้อความอีกหกราย ไม่ได้เดินทางเข้ามอบตัวที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตามที่นัดหมายกับพลตำรวจโทสุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่มารอรับมอบตัว

โดยคดีนี้เกิดขึ้นหลังจากมีการนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์เป็นการบิดเบือนให้ร้ายรัฐบาลโดยพาดหัวข่าวว่าเบิกงบกาแฟแก้วละ 12,000 บาทพร้อมกับนำภาพประกอบที่มีพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และนายไพศาล พืชมงคล ที่ปรึกษา มาตัดต่อร่วมกัน ทำให้เกิดความเข้าใจผิดจากข้อมูลที่คาดเคลื่อนจนประชาชนหลงเชื่อได้ว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลจริง

พันเอกบุรินทร์ ทองประไพ ฝ่ายกฎหมาย คสช ซึ่งได้รับมอบหมายจาก คสช. ให้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษในกรณีดังกล่าวต่อพนักงานสอบสวน

ซึ่งจากการสืบสวนสอบสวนทราบว่ามีผู้เผยแพร่และส่งต่อข่าวปลอมดังกล่าวอีกหลายรายถือเป็นการนำเข้าเผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน ถือเป็นความผิดตามมาตรา 14 วงเล็บสองและห้า พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์พุทธศักราช 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติมซึ่งมีอัตราจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกิน 100,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ.

พลตำรวจโทสุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้อำนวยการศูนย์แท็คติก บอกว่า จะออกหมายเรียกเป็นรอบที่ 2 หากยังไม่มาพบ ก็จะใช้มาตรการทางกฏหมายต่อไป พร้อมทั้งเตือนว่าในห้วงเวลานี้ใกล้สู่การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะมีการหาเสียงจากผู้สมัครรับเลือกตั้งและอาจมีผู้ไม่ประสงค์ดีสร้างความปั่นป่วนผู้สมัครรับเลือกตั้งสร้างข่าวปลอมโจมตีใส่ร้ายรัฐบาลและผู้สมัครรับเลือกตั้งทำลายความเชื่อมั่นต่อความมั่นคงของประเทศและก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน จึงขอให้ผู้เสพข่าวเสพอย่างมีสติไตร่ตรอง ก่อนที่จะแชร์ข้อมูลข่าวสารดังกล่าวออกไป เพื่อไม่ให้ตกเป็นผู้ต้องหาในความผิดตามพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด