การเมือง

“ชุมสาย” ชี้ค่าโง่ “โฮปเวลล์” ว่าหนักแล้วยังไม่สู้เหมืองทองคำชาตรี

“ชุมสาย” ระบุมหากาพย์ค่าโง่ทางด่วน “โฮปเวลล์” ที่ว่าหนักแล้ว ค่าโง่ภาค 2 กรณีปิด เหมืองทองคำชาตรี หนักยิ่งกว่า จี้ภาครัฐต้องยึดหลักประชาธิปไตยอย่างจริงจังในการทำประชาพิจารณ์ก่อนให้เอกชนดำเนินการ

นายชุมสาย ศรียาภัย รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า มหากาพย์ค่าโง่ทางด่วน โฮปเวลล์ที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2562 สั่งให้รัฐบาลไทย ชดใช้ค่าเสียหาย แก่บริษัท โฮปเวลล์ จำนวน 11,888 ล้านบาท ตามที่เป็นข่าวนั้น ประชาชนที่ติดตามข่าวย่อมทราบดีว่าเกิดจากรัฐบาลยุคใด และเป็นความผิดพลาดบกพร่องของ ใคร และนับว่าเป็นความเจ็บปวดและสูญเสียของประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ ซึ่งถือเป็นอุทธาหรณ์ค่าโง่ ครั้งสำคัญครั้งใหญ่ที่ไม่ควรให้เกิดขึ้นซ้ำอีก

แต่ในวันนี้ คนไทยทั้งประเทศจะต้องเจอกับค่าโง่ครั้งใหม่ที่ร้ายแรงกว่าเดิมมีความเสียหายมากกว่า นั่นคือกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. และนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้นำรัฐบาล ใช้อำนาจมาตรา 44 ออกคำสั่ง คสช.ที่ 72/2559 ปิดเหมืองหรือยกเลิกสัมปทานเหมืองทองคำชาตรีของ บ.อัครา รีซอร์ทเซส จำกัด ซึ่ง บริษัท คิงส์ เกท คอนโซลิเดเต็ด ลิมิเต็ด จำกัด สัญชาติออสเตรเลีย เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ก่อนสิ้นสุดวาระสัมปทาน ในปี พ.ศ.2563 และ พ.ศ.2571 ในลักษณะคล้ายกับการยกเลิกสัญญาสัมปทานโฮปเวลล์ ทำให้บริษัทฯ ดังกล่าว ยื่นฟ้องรัฐบาลไทย ต่อคณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศฐานละเมิดข้อตกลงเขตการค้าเสรี ไทย- ออสเตรเลีย หรือ TAFTA เรียกค่าเสียหาย จำนวนเงิน 30,000 ล้านบาท

“ หากคณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศวินิจฉัยให้รัฐบาลไทยเป็นฝ่ายแพ้คดี ทำให้ ประเทศไทยอาจต้องจ่ายค่าโง่ภาค 2 จากคำสั่งปิดเหมืองทองคำ และรัฐบาลไทยจะต้องชดใช้เงินจำนวน 30,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินภาษีของประชาชนทั้งประเทศที่จะต้องร่วมกันชดใช้ ทั้งยังเป็นการ ทำลายความเชื่อมั่นในการลงทุนของเอกชน ทั้งในและต่างประเทศ จึงนับว่าเป็นสุดยอดผลงานชิ้นสำคัญของรัฐบาล คสช.”

นายชุมสาย กล่าวต่ออีกว่า โครงการเหมืองทองชาตรี​นอกจากส่อเค้าต้องจ่ายค่าโง่ซ้ำซ้อนอีกแล้ว ยังแสดงให้เห็นว่าก่อนที่ภาครัฐจะตัดสินใจให้เอกชนทำโครงการอะไรต่างๆก็ตามมักไม่มีการสอบถามชาวบ้านตามหลักประชาธิปไตยอย่างจริงจัง การทำประชาพิจารณ์ส่วนใหญ่เป็นเพียงแค่พิธีกรรมเพื่อให้ครบขั้นตอนตามกฎหมาย สุดท้ายผลกระทบจึงเกิดขึ้นกับชาวบ้านทั้งในเรื่องของสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิต จะเห็นได้ว่าการไม่เคารพหลักประชาธิปไตยอย่างจริงจังคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนไทยต้องจ่ายค่าโง่หลายครั้ง ทั้งค่าโง่โฮปเวลล์ ค่าโง่ทางด่วน ค่าโง่คลองด่าน และที่กำลังจะมาถึงก็คือค่าโง่ปิดเหมืองทอง ซึ่งไม่ใช่เฉพาะจ่ายกับเอกชนเท่านั้น แต่ยังต้องจ่ายค่าเสียเวลาพัฒนาการเมืองที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมูลค่ามหาศาล ตั้งแต่รัฐประหารในปี 2534 ปี 2549 และปี 2557