กอ.รมน.แจง ทำเว็บ Pulony สร้างความเข้าใจชายแดนใต้ ปัดโจมตีคนเห็นต่าง

27 ก.พ. 2563 เวลา 8:38 น.

กอ.รมน.แจง ปฏิบัติการข่าวสารของเว็บไซต์ Pulony.blogspot.com ไม่ได้มุ่งโจมตีคนเห็นต่าง แต่เพื่อสร้างความเข้าใจ ผ่านเครือข่ายวิทยุ-โซเชียลมีเดีย หลังมีเพจปิดลับ บิดเบือน แก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้

เมื่อวันที่ 27 ก.พ.2563 พล.ต.ธนาธิป สว่างแสง โฆษกกองอำนวยรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เปิดเผยว่าตามที่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล   โดยมีการนำเอกสารของ กอ.รมน. ที่เสนอต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 สภาผู้แทนราษฎร มาประกอบการอภิปราย และระบุว่า กอ.รมน. ได้จัดทำเว็บไซต์ Pulony.blogspot.com เพื่อโจมตีบุคคลต่างๆ นั้น

กอ.รมน. ขอเรียนชี้แจงว่า เอกสารที่นำมากล่าวอ้างนั้น เป็นเอกสารราชการที่คณะอนุกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ 2563 สภาผู้แทนราษฎรได้ให้ กอ.รมน. จัดทำรายงานการปฏิบัติ ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2560-2562 เพื่อเป็นข้อมูลประกอบ การพิจารณางบประมาณปี 2563 กิจกรรมการส่งเสริมและเผยแพร่ ความจริงที่ถูกต้อง เพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหา ดังนั้น กอ.รมน. จึงได้จัดทำเพิ่มเติม ตามคำแนะนำดังกล่าว เพื่อให้คณะอนุกรรมาธิการฯ พิจารณาให้การสนับสนุนงบประมาณและได้รับความเห็นชอบจากทุกฝ่าย ตามขั้นตอนของรัฐสภาแล้ว

สำหรับรายละเอียดของกิจกรรม เป็นการประชาสัมพันธ์ สร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในรูปแบบการจัดรายการวิทยุ ของสถานีวิทยุทักษิณสัมพันธ์ รวมทั้งสื่อสังคมออนไลน์ โดยมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในพื้นที่ เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข่าวสารที่ถูกต้อง ให้ประชาชนเข้าใจในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐ มุ่งเน้นการอำนวยความยุติธรรม และงานด้านสิทธิมนุษยชน เพื่อนำไปสู่สันติสุขในอนาคต ไม่ได้มีความมุ่งหมายตามที่มีการนำมาอภิปราย แต่อย่างใด

พล.ต.ธนาธิป กล่าวต่อว่า จากสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ทุกรัฐบาลได้ร่วมกันแก้ไขปัญหามากว่า 15 ปี และในปัจจุบันได้พัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น โดยลดการก่อเหตุความรุนแรงลง ทั้งนี้ได้มีการใช้สื่อโซเชียลมากขึ้น เพื่อโฆษณาชวนเชื่อ บิดเบือนข้อเท็จจริง และเสนอข้อมูลอันเป็นเท็จ เพื่อทำลายภาพลักษณ์สร้างความหวาดระแวง และความเกลียดชังผ่านว็บไซต์ เว็บเพจ และเฟซบุ๊ก ในลักษณะปิดลับอย่างกว้างขวางในหลายพื้นที่ ดังนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง เพื่อสนับสนุนให้การแก้ไขปัญหา ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน