
SHORT CUT
อิหร่านประกาศตอบโต้ โดยจะโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและน้ำของสหรัฐฯ และพันธมิตรในภูมิภาค หลังทรัมป์ขู่จะโจมตีโรงไฟฟ้าอิหร่าน หากไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซภายใน 48 ชั่วโมง
สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทวีความตึงเครียดอีกครั้ง หลังอิหร่านประกาศเตือนเมื่อวันอาทิตย์ว่า จะตอบโต้ด้วยการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในตะวันออกกลาง ทั้งระบบพลังงานและน้ำของประเทศเพื่อนบ้าน หากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ดำเนินตามคำขู่โจมตีโครงข่ายไฟฟ้าของอิหร่านภายใน 48 ชั่วโมง
หากโครงสร้างพื้นฐานด้านเชื้อเพลิงและพลังงานของอิหร่านถูกโจมตีโดยศัตรู โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เทคโนโลยีสารสนเทศ และการผลิตน้ำจืดทั้งหมดของสหรัฐและระบอบการปกครองในภูมิภาคนี้จะตกเป็นเป้าหมาย”
ทั้งนี้คำเตือนดังกล่าวยกระดับความรุนแรงของสงครามที่ดำเนินมาแล้วกว่า 3 สัปดาห์ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือน ซึ่งอาจนำไปสู่วิกฤตภูมิภาคในวงกว้าง และส่งแรงสั่นสะเทือนต่อเศรษฐกิจโลกทันทีที่ตลาดการเงินกลับมาเปิดทำการ
สถานการณ์ในอิสราเอลยังคงตึงเครียด โดยไซเรนเตือนภัยทางอากาศดังขึ้นทั่วประเทศตั้งแต่ช่วงเช้ามืด หลังอิหร่านยิงขีปนาวุธโจมตีพื้นที่ทางตอนใต้ ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บจำนวนมากในเมืองอารัดและดิโมนา ขณะที่กองทัพอิสราเอลตอบโต้ด้วยการโจมตีกรุงเตหะรานในเวลาต่อมา
ก่อนหน้านี้ทรัมป์ได้โพสต์ทรูธโซเชียลเมื่อกลางดึกวันเสาร์ (21 มี.ค.) ว่า เขาจะโจมตีและทำลายล้าง โรงไฟฟ้าอิหร่าน เริ่มจากโรงใหญ่ที่สุดก่อน ถ้าไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซ ภายใน 48 ชั่วโมง ต่อมาสำนักข่าวทัสนิมรายงานถ้อยแถลงจากหน่วยบัญชาการกองทัพอิหร่านระบุ
ข้อความบนทรูธโซเชียลของทรัมป์ถือเป็นการยกระดับวาทกรรมเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซอย่างมาก หลังจากที่ทรัมป์กล่าวว่ากำลังพิจารณายุติปฏิบัติการทางทหาร และความรับผิดชอบในการควบคุมดูแลช่องแคบฮอร์มุซจะตกอยู่กับประเทศต่างๆ ที่พึ่งพาการขนส่งผ่านเส้นทางนี้
ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นส่งผลกระทบต่อตลาดโลกอย่างรุนแรง โดยราคาน้ำมันพุ่งสูงสุดในรอบเกือบ 4 ปี ขณะที่ราคาก๊าซในยุโรปทะยานขึ้นถึง 35% จากความกังวลด้านอุปทาน นักวิเคราะห์มองว่าสถานการณ์นี้เป็น “ระเบิดเวลาความไม่แน่นอน” ที่อาจทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวลดลงทันที
ทั้งนี้ยอดผู้เสียชีวิตจากสงครามที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์แล้วมากกว่า 2,000 ราย และสถานการณ์ยังคงไม่มีสัญญาณคลี่คลาย โดยผู้นำศาสนาอย่างสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอได้ออกมาเรียกร้องให้ยุติความรุนแรง โดยระบุว่าความสูญเสียครั้งนี้เป็น “ความอัปยศของมนุษยชาติ”