Spring News

เครียดหนัก! ท้องไม่พร้อม ขอทำแท้งได้ไหม ผิดกฎหมายรึเปล่า?

27 มิ.ย. 2564 เวลา 3:49 น.

จากจำนวนผู้ใช้บริการ 1663 สายด่วนปรึกษาเอดส์และท้องไม่พร้อม ในช่วงโควิด 19 ระบาด มีผู้ขอคำปรึกษาเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวว่า จะอุ้มท้องต่อ ทำแท้ง หรือควรทำอย่างไรดี โดยสถิติสูงสุดคือเดือนพฤษภาคม 2564 เพียงเดือนเดียว ค่าเฉลี่ยของหญิงที่ท้องไม่พร้อมอยู่ที่วันละ 149 คน

ย้อนดูข้อมูลก่อนหน้า

ชีวิตได้รับผลกระทบจากโควิด 19 ก็อ่วมมากแล้ว หญิงไทยส่วนหนึ่งยังประสบปัญหา ท้องไม่พร้อม ในช่วงที่สถานการณ์ในประเทศยังระบาดหนัก ปรากฏชัดเจนจากตัวเลขผู้ใช้บริการสายด่วน 1663 เพื่อหาทางออกให้ชีวิต โดยในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมานั้น มีหญิงท้องไม่พร้อมมากถึง 4,461 รายในเดือนเดียว!

ท้องไม่พร้อม ทำแท้ง ท้องไม่พร้อม แล้วสังคมมีทางออกให้ไหม?

ชาติวุฒิ วังวล ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2548 สสส. ร่วมกับภาคีเครือข่ายสุขภาวะทางเพศ ทำงานสร้างทัศนคติเชิงบวกเรื่องเพศเพื่อลดการติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ลดการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น และเพิ่มการเข้าถึงสุขภาพอนามัยเจริญพันธุ์ที่ปลอดภัย โดยที่ผ่านมา สสส. ร่วมกับ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เครือข่ายสนับสนุนทางเลือกผู้หญิงท้องไม่พร้อม เครือข่ายอาสาอาร์เอสเอ (Referral system for Safe Abortion : RSA) และ มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ พัฒนาระบบบริการให้คำปรึกษาเรื่องอนามัยการเจริญพันธุ์ที่ปลอดภัย เข้าถึงสะดวก 2 ช่องทาง คือ

  • เบอร์โทรศัพท์ 1663 สายด่วนปรึกษาเอดส์และท้องไม่พร้อม ให้คำปรึกษาเรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ทางเลือกในการคุมกำเนิด ทางเลือกในกรณีที่ท้องไม่พร้อม
  • www.rsathai.org เว็บไซต์อาร์เอสเอไทย ให้คำปรึกษาคุมกำเนิดแบบกึ่งถาวร และทางเลือกในการตั้งครรภ์ ทั้งตั้งครรภ์ต่อ หรือยุติการตั้งครรภ์สำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อมหรือไม่ได้มีการวางแผนครอบครัว

ตัวเลขยิ่งเพิ่ม สังคมยิ่งต้องใส่ใจ

เพราะในช่วงการระบาดใหญ่ของโควิด 19 มีหญิงท้องไม่พร้อมขอรับบริการปรึกษาทางเลือกเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว!

สถิติสูงสุดคือ เดือนพฤษภาคม 2564 มีผู้ที่ท้องไม่พร้อมจำนวน 4,461 คน เฉลี่ยวันละ 149 คน โดยเป็นหญิงอายุต่ำกว่า 20 ปี ถึง 26 คน มากกว่าช่วงสถานการณ์ปกติคือ เดือนตุลาคม 2563 จากที่มีผู้ขอรับคำปรึกษาเพียง 2,490 คน เฉลี่ย 83 คนต่อวัน ขยับมาเป็นหญิงที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี 16 คน และส่วนใหญ่มีอายุครรภ์น้อยกว่า 12 สัปดาห์

สอดคล้องกับข้อมูลจากเว็บไซต์ RSAThai ที่มียอดผู้เข้าชมเว็บในเดือนพฤษภาคม 2564 สูงถึง 208,022 ครั้ง โดยหน้าที่มีการเข้าถึงสูงสุดคือ หน้าเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับสถานบริการยุติการตั้งครรภ์ มีการเข้าชมถึง 43,665 ครั้ง เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า หญิงตั้งครรภ์ไม่พร้อมหลังจากปรึกษาทางเลือก ร้อยละ 70-90 มีความประสงค์ยุติการตั้งครรภ์เนื่องจากปัจจัยแวดล้อม ทั้งสุขภาพตนเอง ครอบครัว เศรษฐกิจ และสังคม

RSA

ชาติวุฒิกล่าวต่อว่า สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนปัญหาการเข้าไม่ถึงบริการอนามัยเจริญพันธุ์ ทั้งการคุมกำเนิด การป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เนื่องจากสถานพยาบาลหรือหน่วยบริการมีภารกิจหลักในการค้นหาและดูแลผู้ป่วยโควิด 19  ส่งผลให้เกิดข้อจำกัดต่อบริการอนามัยเจริญพันธุ์ ทั้งการคุมกำเนิด การป้องกันโรค ซึ่งมีผลต่อสุขภาวะทางเพศของคนไทยเป็นอย่างมาก และกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการตั้งครรภ์โดยที่ไม่พร้อมหรือไม่ได้มีการวางแผนครอบครัวเพิ่มมากขึ้น

สสส. และภาคีเครือข่ายสุขภาวะทางเพศ เห็นตรงกันว่า การป้องกันและแก้ปัญหาตั้งครรภ์ไม่พร้อมเป็นประเด็นสาธารณสุขและต้องเร่งส่งเสริมให้ผู้หญิงเข้าถึงบริการอนามัยเจริญพันธุ์ที่ปลอดภัย

วัยรุ่น ท้องไม่พร้อม ปัญหาสังคม เครียด ทัศนัย ขันตยาภรณ์ ที่ปรึกษาโครงการอาสาพัฒนาเครือข่ายบริการที่ปลอดภัยเพื่อเสริมสร้างสุขภาวะทางเพศให้วัยรุ่นและผู้หญิงท้องไม่พร้อม สมาคมพัฒนาเครือข่ายอาสา RSA กล่าวว่า ช่วงการระบาดของโควิด-19 เครือข่ายอาสา RSA ได้มีขั้นตอนการทำงาน ดังนี้

1.พัฒนาบริการยุติการตั้งครรภ์ด้วยระบบโทรเวชกรรม เพื่อใช้เป็นระบบประสานขอความร่วมมือ ระหว่างหน่วยงานที่ให้คำปรึกษา กับสถานบริการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัย

2.จัดทำใบส่งต่อออนไลน์ ในกรณีที่มีการล็อกดาวน์ในบางพื้นที่ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามจังหวัดรับบริการยุติการตั้งครรภ์กับสถานบริการ โดยระบุในใบส่งต่อฯ ว่า “เข้ารับการรักษาโรคทางนรีเวช” เพื่อป้องกันการตีตราต่อผู้ที่มีปัญหา

3.ดูแลระหว่างและหลังยุติการตั้งครรภ์ โดยใช้ช่องทางออนไลน์ให้คำปรึกษา พูดคุย และสอบถามอาการระหว่างแพทย์และผู้มีปัญหา หากเกิดภาวะแทรกซ้อนให้เข้ารับการรักษาทันที พร้อมช่วยบรรเทาปัญหาเฉพาะหน้าได้ในภาวะวิกฤต

ปัญหาสังคมและการต่อสู้เพื่อสิทธิของหญิงที่ท้องไม่พร้อม

นพ.พีระยุทธ สานุกูล ผู้อำนวยการสำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า บริการ 1663 สายด่วนปรึกษาเอดส์และท้องไม่พร้อม ถือเป็นช่องทางหลักที่ให้คำปรึกษาและส่งต่อผู้ที่มีปัญหาไปยังสถานบริการที่ปลอดภัย ลดอันตรายและการเสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อน เช่น ติดเชื้อ ตกเลือด มดลูกทะลุ พร้อมทำให้การยุติการตั้งครรภ์ที่ไม่ปลอดภัยและคลินิกเถื่อนลดลง

นอกจากนี้ กรมอนามัยยังมีเป้าหมายที่จะเพิ่มจำนวนสถานบริการ จากเดิมอยู่ที่ 38 จังหวัด ให้ครอบคลุม 76 จังหวัด ในปี 2567 เพื่อให้หญิงที่ท้องไม่พร้อมสามารถเข้าถึงการรับคำปรึกษาและหน่วยบริการรับยุติการตั้งครรภ์ เพื่อสอดรับกับข้อสังเกตของกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรต่อ พ.ร.บ.ฉบับแก้ไขฯ โดยสิ่งสำคัญคือ การสร้างความเข้าใจ การยอมรับ การเคารพการตัดสินใจของหญิงที่ท้องไม่พร้อม ให้หน่วยบริการทุกแห่งสามารถดำเนินการไปในแนวทางเดียวกันเพื่อประโยชน์ของสังคมโดยรวม

ท้องไม่พร้อม

สำหรับ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา ฉบับที่ 28 พ.ศ. 2564 ในมาตรา 301 และ 305 ระบุว่า หญิงที่ตั้งครรภ์สามารถยุติการตั้งครรภ์ได้ โดยไม่มีความผิดตามกฎหมาย ภายใต้เงื่อนไข 5 ข้อ ดังนี้

1. ปัญหาสุขภาพกายและสุขภาพจิต

2. ตั้งครรภ์จากการกระทำความผิดอาญาเกี่ยวกับเพศ

3. เสี่ยงคลอดทารกที่มีความผิดปกติถึงขนาดทุพพลภาพอย่างร้ายแรง

4. อายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ยืนยันที่จะยุติการตั้งครรภ์

5. อายุครรภ์ 12-20 สัปดาห์ ยืนยันที่จะยุติภายหลังการตรวจและรับคำปรึกษาตามกฎหมาย

ย้ำอีกครั้ง หากต้องการปรึกษาเรื่องท้องไม่พร้อมและสุขภาวะทางเพศ โทรขอคำปรึกษาได้ที่เบอร์ 1663 สายด่วนเพื่อขอปรึกษาเรื่องเอดส์และท้องไม่พร้อม หรือเข้าเว็บไซต์ www.rsathai.org เพื่อหาทางเลือกที่เหมาะสมให้ชีวิตและสามารถตัดสินใจได้อย่างอิสระ

rsathai

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด