Spring News

Worst-case Scenario ที่คนไทยควรรู้-รัฐบาลควรทำ เพื่อรับแรงกระแทกจากโควิด

29 ก.ค. 2564 เวลา 8:06 น. 49

Worst-case Scenario หมายถึง สถานการณ์เลวร้ายที่สุด ที่คาดการณ์จากวิกฤตที่ผ่านมา เช่นในวิกฤตโรคระบาดครั้งร้ายแรงที่สุดของไทย ตัวเลขผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตเกินกว่าที่ทางการระบุ SPRiNG จึงชวนมองฉากทัศน์และแผนรองรับที่ ดร.สันต์ ศรีอรรฆ์ธำรง โพสต์เฟซบุ๊กเอาไว้

"ณ วินาทีนี้ ไม่มีใครรู้จริงๆ ครับว่า จุดสูงสุดของการติดเชื้อรายวันจะอยู่ที่ใด แต่ผมเชื่อว่าอีกไม่นานจุด Summit จะเผยตัวให้พวกเราเห็น หลังจากที่เราต้องเดินเข้าสู่ "Death Zone" เสียก่อน เร็วๆ นี้แหละครับ" ดร.สันต์ ศรีอรรฆ์ธำรง อาจารย์พิเศษคณะบริหารการพัฒนาสิ่งแวดล้อม NIDA โพสต์ถึงวิกฤตโควิดระลอก 4 บนเฟซบุ๊ก Sunt Srianthumrong ซึ่งเมื่อใครได้อ่านจะตระหนักรู้และเข้าใจสถานการณ์มากขึ้น

ตัวเลข ณ ช่วงเวลาหนึ่ง สะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นในไทย

ปีที่ผ่านมา ทั้งโลกยกย่องว่า ระบบสาธารณสุขของไทยดีเยี่ยม แต่ตอนนี้ หลายประเทศไม่เปิดให้คนไทยเดินทางเข้าประเทศ ก่อนที่จะสิ้นเดือนกรกฎาคม SPRiNG ลองค้นข้อมูลย้อนไปเทียบกับช่วงเดียวกันเมื่อปี 2563 พบว่าจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่และผู้เสียชีวิตรายวันต่างกันอย่างสิ้นเชิง 

คำถามคือ เรามาถึงจุดนี้ได้ยังไง?

Worst-case Scenario ที่คนไทยควรรู้-รัฐบาลควรทำ เพื่อรับแรงกระแทกจากโควิด

เข้าใจวิกฤตโควิดและแรงกระแทกที่อาจเกิดขึ้น จากสารที่ ดร.สันต์ ศรีอรรฆ์ธำรง เขียนไว้

ดร.สันต์แยกประเด็น ข่าวดี ข่าวร้าย ทั้งยังอธิบายให้เห็นภาพ ฉายกราฟที่คาดการณ์ไปถึงสถานการณ์เลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้นได้ ตลอดจนสิ่งที่ต้องทำโดยด่วน เพื่อให้ทุกคนตระหนัก มิใช่ตระหนก และเตรียมพร้อมตั้งรับ ดังนี้

....................

Covid-19: Update Delta Wave#4 ข่าวดีข่าวร้าย เมื่อเรากำลังวิ่งเข้าสู่ Death Zone ก่อนเข้าสู่จุด Summit ยอดคลื่นสึนามิที่กำลังจะสูงระดับ Everest

ข่าวร้ายสำคัญคือ เรากำลังเข้าสู่ 5% Trap อีกครั้ง ทั้งในเขต กทม.และทั่วประเทศ ซึ่งหมายถึง เจ็บหนัก เจ็บยาว อาจจะถึงขั้นปางตายก่อนถึงจุด Summit ครับ

ในการปีนเขา Everest เพื่อไปให้ถึงยอด Death Zone คือช่วงการปีนที่ออกซิเจนไม่เพียงพอ ต้องมีเครื่องช่วย และเราจะมีเวลาสั้นๆ เพื่อเดินไปให้ถึงจุดสูงสุด แล้วก็ต้องรีบลงก่อนที่จะหมดอากาศหายใจ จุด Summit จะอยู่ไม่ไกลจาก Death Zone เพราะถ้าไกลเกินไปก็จะขาดใจตายเสียก่อน

1. เพื่อนเยอะไม่โดดเดี่ยว เพราะมาเลเซีย เวียดนาม เมียนมา อินโดนีเซีย แอฟริกาใต้ รัสเซีย อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี สเปน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ฟิจิ จนถึงไอซ์แลนด์ โดนโควิดเล่นงานทั่วหน้า กดตัวเลขไม่ลงสักที

โดยเฉพาะเวียดนามกราฟกำลังแย่กว่าไทยมาก เป็น Exponential ที่ 10% Doubling Day ประมาณ 6 วัน เมียนมามีผู้เสียชีวิตที่ประกาศอย่างเป็นทางการวันละกว่า 300 ราย แบบไม่เป็นทางการคงเป็นพัน ฟิลิปปินส์ตอนนี้ติดเชื้อวันละ 6,000 กว่าคน นี่ขนาดยังไม่ใช่ Delta นะครับ ที่นั่นกำลังสกัด Delta ทุกวิถีทางซึ่งโอกาสรอดยากครับ และผมเชื่อว่า อีกสักพัก คงมีเพื่อนเต็มไปทั้งโลก

wave 3 wave 4

wave 4 2. ข่าวดีคือ กทม.กดสัดส่วนเปอร์เซนต์ที่เพิ่มขึ้นจาก 12% มาอยู่ที่ 5% ได้สำเร็จ แต่ข่าวร้ายคือ กำลังเข้าสู่ 5% Trap อีกแล้ว

ถ้าไม่เพิ่มมาตรการล่ะก็ ผมว่ากดลงได้ยาก เจ็บกันหนักๆ ยาวๆ แต่ในความเป็นจริง ถ้าเราเข้า Death Zone เดี๋ยวมันก็จะวิ่งลงเองครับ ด้วยความกลัวของประชาชนล้วนๆ ก็จะเหมือนคนป่วยหนักที่ยังดื้อไปทำงานไม่ยอมผ่าตัด แต่ถึงจุดนึงอาการทรุดสาหัสก็ต้องยอมหยุดงานไปผ่า

3. กราฟ % ที่เพิ่มขึ้นของประเทศไทย วิ่งขึ้นช้าๆ จาก 3% กำลังเข้าสู่ระดับ 4-5% เช่นกัน จึงคิดว่า Cluster โรงงานกำลังเป็นปัจจัยหลัก ซึ่งน่าจะปิดได้ยากมากๆ แต่เดี๋ยวก็จะเข้า Death Zone เหมือนกัน

4. ข่าวร้าย Israel เปิดข้อมูลมาแล้วครับว่า Pfizer 2 เข็มกันการติด Delta ได้แค่ 39% ขัดแย้งกับอังกฤษที่มีข้อมูลว่าอยู่ที่ 88% แต่ยังกันการเข้าโรงพยาบาลและการเสียชีวิตระดับ >90% เหมือนเดิม

เรื่องนี้บ่งบอก 2 อย่าง หนึ่งคือ ภูมิอยู่ได้ไม่นาน ไม่ถึงหลักปี Israel ฉีดวัคซีนมาก่อนอังกฤษ ภูมิคุ้มกันจึงตกมากแล้ว และสอง mRNA เข็ม 3 เป็น Booster น่าจะจำเป็น ซึ่งเมื่อสัปดาห์ก่อน รัฐบาลสหรัฐปฏิเสธข้อเสนอของบริษัทวัคซีนไป คงต้องทบทวนแล้วครับ

5. Delta นี่เป็น Covid 2.0 อย่างแท้จริง มาตรการที่เราใช้ไม่ได้แย่นะครับ ถ้าเป็นสายพันธุ์ดั้งเดิมคือ อู่ฮั่น คือลดลงจน Zero New case ได้เลย

แต่ถ้ามาเจอ Alpha สายพันธุ์อังกฤษ ก็ยังพอยันให้เสมอได้ แต่พอมาเจอ Delta กลับกลายเป็น Exponential ตัวเลขพุ่ง และเจอปัญหานี้กันทั่วโลกดังนั้น มาตรการเดิมๆ จึงไม่เพียงพอ เพราะ Delta เก่งกว่าสายพันธุ์อู่ฮั่นมาก มากเสียจนแทบจะเป็นไวรัสคนละตัว

ถ้าจะรับมือกับมัน เราคงต้องพัฒนาไปเป็น Lockdown 2.0 กับ Vaccine 2.0 ครับ

รู้เพิ่มเกี่ยวกับสายพันธุ์โควิด

ดร.สันต์ ศรีอรรฆ์ สิ่งที่คนไทยควรรู้และรัฐบาลควรเร่งทำ ถ้าไม่อยากไปถึง Worst-case Scenario

มาต่อกันที่ทางออกสำหรับคนไทย ประเทศไทย ที่ ดร.สันต์เคาะชัดๆ 6 ข้อ ดังนี้

  • 1. รัฐบาลต้องรีบจองวัคซีนให้มากที่สุดโดยด่วน

ไม่ต้องคิดมากหรือลังเล ก่อนที่ทั่วโลกจะเริ่มแย่ง mRNA เพื่อเอามาฉีดเข็ม 3 ไม่อย่างนั้นเหลือแต่วัคซีนเชื้อตาย ก็อาจจะต้องมาจิ้มกัน 4 เข็มหรือมากกว่านั้น

  • 2. Lock ตัวเองอยู่บ้านกันนะครับทุกคน

คำว่า Death Zone คืออะไร ให้นึกถึงอินเดีย แบบนั้นเลย ร.พ.เต็มไปด้วยผู้ติดเชื้อทั่วประเทศครับตอนนี้ และไม่สามารถขยายได้แล้ว ส่วนใครยังต้องออกไปทำงานก็ Social Distancing 2.0 ครับ ใส่ Mask 2 ชั้น แบบที่เป็น N95 + Surgical Mask หน้ากากผ้านี่ห้ามเลย ไม่พอครับ

  • 3. โรงงาน ที่กำลังเมามันกับการปั้นตัวเลขส่งออก เตรียมตัว Lock คนงาน และเตรียมทำ Factory Isolation ได้เลย

อีกไม่นานคงเข้า Death Zone กันทั่ว ณ จุดนี้ คนงานขนหัวลุกจนอยากจะประท้วงให้ปิดโรงงานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่วนเจ้าของกับรัฐบาลก็กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะตัวเลขส่งออกกับ GDP มันก็ต้องทำอยู่ โจทย์ยากครับ เข้าใจสถานการณ์ แต่ไม่น่ารอด

  • 4. ใครที่ยังลังเล วัคซีนดีมี แย่มี แต่ไปฉีดเถอะ กันตายครับ

ยังไงทุกคนก็ต้องฉีดหลายเข็มอยู่แล้วครับ ฉีดไปด่าไปก็ไม่เป็นไรครับ ถ้าคุณฉีดคุณจะรอด และถ้าคุณด่า เราจะได้วัคซีนที่ดีขึ้นครับ

  • 5. ภาครัฐต้องวางแผนการเผาศพอย่างจริงจัง เพราะมีความเสี่ยงสูงว่าอาจเกิดการเผาศพไม่ทันขึ้นได้

อย่าให้ถึงขั้นต้องมาเผากันกลางแจ้งเลยครับ หลุมศพฝังหมู่ก็อย่าให้เกิดนะครับ ณ จุดนี้ไม่มองเรื่องนี้ไม่ได้แล้วครับ

  • 6. พึงระลึกเสมอครับว่า "ร.พ.เต็มหมดแล้ว" และอัตราการตายอาจพุ่งจากระดับ 1% ไปสู่ 5% หรือแย่กว่านั้น

ช่วงเวลานี้ ผมเห็นสภาพที่ขัดแย้งกันมากมาย ทั้งร.พ.ที่เต็มจนล้น ความเหนื่อยล้าของบุคลากรทางการแพทย์ที่ไปต่อไม่ไหวแล้ว ภาพ Rider ต่างๆที่ยังจับกลุ่มถอด Mask สูบบุหรี่พูดคุยกันเพลินใจ  ขณะที่กราฟ Mobility ก็ไม่ค่อยจะลดลง ตัวเลขส่งออกทำสถิติประเทศ คนงานเต็มโรงงานในเดือนที่เราควรจะต้องชะลอการทำงานลง

จนบางคนตั้งคำถามว่า นี่ Lockdown กันแล้วจริงๆ หรือ?

ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป ทั้งหมด-ทั้งประเทศจะแปรเป็นภาพของ "Death Zone" ซึ่งไม่เคยมีประเทศใดเลี่ยงได้ มีเพียงความตายแบบกลาดเกลื่อนตรงหน้าเท่านั้นที่จะหยุดมนุษย์ให้คิด สำนึก และหันกลับมาดูแลสุขภาพ

ท้ายนี้ ขอให้ทุกท่านโชคดี ดูแลสุขภาพ ดูแลคนที่รักและคนใกล้ชิด อย่าให้ขาดออกซิเจนของชีวิต เดินเข้า Death Zone ด้วยกันอย่างปลอดภัย ไปปักธงที่จุด Summit แล้วเราก็จะก้าวลงมาด้วยกัน และกลับถึงบ้านมาใช้ชีวิตปกติที่คุ้นเคยด้วยกันทุกคนครับ

....................

มาดู Scenario ที่กองระบาดวิทยาคาดการณ์กันบ้าง

จากรายงาน คาดการณ์สถานการณ์การระบาด COVID-19 ของประเทศไทยระหว่าง ส.ค. - ธ.ค. 2564 ที่กองระบาดวิทยาจัดทำขึ้น และ ส.ส.พรรคก้าวไกล วิโรจน์ ลักขณาอดิศร นำมาเผยแพร่บนเฟซบุ๊ก facebook.com/wirojlak เมื่อวันที่ 28 ก.ค. 64 ว่า มีการแบ่งออกเป็น 6 Scenario มีสรุปการคาดการณ์ พร้อมกันนี้ ส.ส.วิโรจน์ก็แนะแนวทางที่ควรทำไว้ด้วย

6 Scenario โดยกองระบาดวิทยา

  • 1.หากไม่มีการล็อกดาวน์ (ในเชิงทฤษฎี)
  • 2.สถานการณ์ปัจจุบัน โดยคาดว่าล็อกดาวน์มีประสิทธิภาพ 20% นาน 1 เดือน
  • 3. สถานการณ์ปัจจุบัน โดยคาดว่าล็อกดาวน์มีประสิทธิภาพ 20% นาน 2 เดือน
  • 4. สถานการณ์ปัจจุบัน โดยคาดว่าล็อกดาวน์มีประสิทธิภาพ 25% นาน 1 เดือน
  • 5. สถานการณ์ปัจจุบัน โดยคาดว่าล็อกดาวน์มีประสิทธิภาพ 25% นาน 2 เดือน
  • 6. สถานการณ์ปัจจุบัน โดยคาดว่าล็อกดาวน์มีประสิทธิภาพ 25% นาน 2 เดือน + เร่งการฉีดวัคซีนในผู้สูงอายุจนถึงเป้าหมายใน 1-2 เดือน (สำหรับการพิจารณาสถานการณ์การระบาด การใส่ท่อช่วยหายใจ และจำนวนผู้เสียชีวิต)

วิเคราะห์เบื้องต้น

Worst-case Scenario ที่คนไทยควรรู้-รัฐบาลควรทำ เพื่อรับแรงกระแทกจากโควิด สรุปท้ายรายงานคาดการณ์ 4 ประเด็น

  • นโยบายล็อกดาวน์มีผลลดจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่และผู้เสียชีวิตในระยะสั้นไม่มากนัก แต่ส่งผลลดจำนวนผู้ป่วยในระยะยาว
  • หากล็อกดาวน์หนึ่งเดือน (เริ่ม 19 ก.ค. 64) คาดว่าจะสามารถชะลอจุดสูงสุดของการใช้ทรัพยากรถึงต้นเดือนตุลาคม และหากล็อกดาวน์สองเดือน คาดว่าจะสามารถชะลอจุดสูงสุดของการใช้ทรัพยากรถึงปลายเดือนพฤศจิกายน
  • หากมาตรการล็อกดาวน์ได้ผลมากขึ้น เช่น จากที่ช่วยลดค่า R ได้ 20% เป็น 25% น่าจะสามารถชะลอจุดสูงสุดของการใช้ทรัพยากรได้ประมาณสองสัปดาห์ แต่ขนาดของการระบาดโดยรวมไม่เปลี่ยนไปมากนัก
  • หากมาตรมาตรการล็อกดาวน์ได้ผล มาตรการวัคซีนในผู้สูงอายุได้ผลดี และดำเนินการได้รวดเร็ว ในเวลาไม่เกิน 2 เดือน น่าจะช่วยคงให้ความชุกของการใช้เครื่องช่วยหายใจไม่เกิน 1,500 รายต่อวัน และอุบัติการณ์การเสียชีวิตไม่เกิน 200 รายต่อวัน ไปจนถึงเดือนธันวาคม

ส.ส.วิโรจน์ให้ความเห็นส่วนหนึ่งว่า ที่น่ากังวลที่สุดก็คือ กองระบาดวิทยาได้คาดการณ์ว่า จำนวนผู้ป่วยสีเขียวที่มีอยู่จริง น่าจะมีจำนวนเป็น "6 เท่า" ของผู้ป่วยในกลุ่มสีเขียวที่เข้าถึงการรักษา

นั่นหมายถึง มีผู้ป่วยสีเขียวที่ยังไม่ได้รับการรักษา หรืออาจจะยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าติดโควิด และยังคงดำเนินกิจกรรมในชีวิตประจำวันตามปกติ สูงถึง 337,505 คน ซึ่งทำให้การแพร่ระบาดยังคงขยายตัวอย่างรุนแรงต่อเนื่อง

สำหรับผู้ป่วยในกลุ่มสีเหลือง มีการประเมินกันว่า จำนวนที่มีอยู่จริง น่าจะมีจำนวนเป็น "3 เท่า" ของผู้ป่วยในกลุ่มสีเหลืองที่เข้าถึงการรักษา ซึ่งผู้ป่วยในกลุ่มสีเหลืองที่เข้าไม่ถึงการรักษา ก็มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนเป็นผู้ป่วยในกลุ่มสีแดง และมีโอกาสสูงที่จะเสียชีวิต

นั่นหมายความว่า ประชาชนที่มีความเสี่ยงที่จะต้องเสียชีวิตคาบ้าน หรือเสียชีวิตกลางถนน เพราะเข้าไม่ถึงการรักษาพยาบาลนั้นมีมากถึง 171,874 คน เลยทีเดียว

ส่วนมาตรการที่นำเสนอมาโดยตลอด คือ เพิ่มการตรวจเชิงรุก ให้ประชาชนมีสิทธิเบิก ATK เพื่อตรวจตนเองฟรีทุกสัปดาห์ และสามารถซื้อเพื่อตรวจตนเองเพิ่มเติมได้ในราคาถูก (ไม่ควรจะเกินชุดละ 50 บาท) โดยให้รัฐอุดหนุน เพื่อให้ราคาขายปลีกปรับลดลง

กับสอง เร่งสร้าง Community Isolation Center หรือศูนย์พักคอยเพื่อติดตามอาการที่รองรับได้ถึง 150,000 - 200,000 คน ให้ครอบคลุมทุกแขวงเขต เพื่อรองรับผู้ป่วยสีเขียวที่มีข้อจำกัด ไม่สามารถทำ Home Isolation ได้ โดยกระจายอำนาจให้ กทม. และกลุ่มอาสาสมัครต่างๆ ร่วมดูแลผู้ป่วย

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด