Spring News

สตาร์ทอัพไทย แก้ 4 อุปสรรคนี้เมื่อไหร่ จะได้ฤกษ์สยายปีก ยูนิคอร์น

By ภัชภิชา ฤกษ์สิรินุกูล

|
20 ก.ย. 2564 เวลา 16:00 น. 218

สตาร์ทอัพไทย ยังเผชิญอุปสรรคบางประการจึงทำให้ผู้ประกอบการเหล่านี้เติบโตได้ในวงจำกัด แล้วจะทำอย่างไรให้ไทยมี ยูนิคอร์น กับเขาบ้าง? NIA และ TDPK รวบรวมปัญหา ทำประชาพิจารณ์ และสรุปแนวทางที่ควรเดินต่อไปเอาไว้ดังนี้

สตาร์ทอัพ (Startup) หรือ วิสาหกิจเริ่มต้น เป็นกลุ่มธุรกิจที่ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ให้ความสำคัญในด้านการพัฒนาธุรกิจอย่างยิ่ง และทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชนเรื่อยมา เพื่อส่งเสริมให้สตาร์ทอัพไทยได้รับความรู้ มีฐานข้อมูลที่นำไปช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการ NIA กล่าวถึงโอกาสของสตาร์ทอัพไทย

เปิดบางประเด็นจาก 'รายงานการพัฒนาระบบนิเวศวิสาหกิจเริ่มต้นประเทศไทย ประจำปี 2564'

ไม่นานมานี้ NIA เริ่มทำ รายงานการพัฒนาระบบนิเวศวิสาหกิจเริ่มต้นประเทศไทย ประจำปี 2564 เพื่อนำเสนอข้อมูลภาพรวมภูมิทัศน์ของระบบนิเวศสตาร์ทอัพในปีที่ผ่านมา โดยนับเป็นรายงานฉบับที่ 4 ที่ได้จัดทำต่อเนื่องมาตลอดตั้งแต่ปี 2557 และได้รับความร่วมมือจากประชาคมกว่า 300 ราย 

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการ NIA กล่าวว่า "NIA ยังเปิดโอกาสในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์โครงสร้างพื้นฐานทางนวัตกรรม การสนับสนุนงานวิจัย การอบรมพัฒนาด้านทักษะหลากหลายด้าน รวมถึงการใช้องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ เพื่อเพิ่มคุณค่าให้สตาร์ทอัพไทยอย่างยั่งยืน”

ซึ่งถ้าดูจากการสรุปข้อมูลที่เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจของสตาร์ทอัพไทยในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ พบว่ามี 4 ด้าน ดังนี้

สตาร์ทอัพไทยขาด 4 ด้านนี้

  • 1) ความพร้อมของกำลังคน (Manpower Readiness)

ผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยี แต่ขาดทักษะในการบริหารจัดการองค์กร รวมถึงแรงงานที่มีทักษะด้านเทคโนโลยียังมีจำนวนไม่เพียพอ อีกทั้งสตาร์ทอัพเองไม่สามารถจ้างแรงงานที่มีฝีมือด้านเทคโนโลยีที่มีฐานเงินเดือนสูงได้ จึงเสนอแนะให้จัดตั้งศูนย์ฝึกอบรม พร้อมสร้างแพลตฟอร์มชุมชนออนไลน์เพื่อเข้าถึงแรงงานรุ่นใหม่ที่มีทักษะฝีมือด้านเทคโนโลยี พัฒนาทักษะความเป็นผู้ประกอบการ รวมถึงการได้รับเงินสนับสนุนค่าจ้างพนักงานบางส่วนจากรัฐบาลเพื่อช่วยแบ่งเบาต้นทุนของสตาร์ทอัพ

ข้อเสนอแนะ ด้านกำลังคน

  • 2) แหล่งเงินทุน (Source of Funding)

สตาร์ทอัพยังไม่มีแผนการเงินและแผนการดำเนินธุรกิจที่ชัดเจน โดยเฉพาะการประเมินมูลค่าบริษัทในระยะยาว อีกทั้งนักลงทุนส่วนใหญ่สนใจลงทุนเฉพาะบางธุรกิจเท่านั้น ทำให้บางธุรกิจที่ไม่ได้รับความนิยม หาแหล่งเงินทุนได้ยาก สตาร์ทอัพในระยะเริ่มต้นไม่ได้รับการส่งเสริมมากพอ จึงทำให้ไม่สามารถเข้าถึงวงเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์เพื่อนำมาต่อยอดการทำธุรกิจได้ จึงมีข้อเสนอให้สนับสนุนสตาร์ทอัพให้เข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อนำไปพัฒนาสินค้าและบริการ พร้อมทั้งสร้างมาตรฐานคู่มือการระดมทุนเพื่อกำหนดทิศทางทั้งระบบนิเวศ สร้างแพลตฟอร์มรวบรวมและประชาสัมพันธ์ข่าวสารการระดมทุนจากในประเทศและต่างประเทศ

  • 3) การหากลุ่มลูกค้าและการขยายธุรกิจ (Growth & Scalability)

สตาร์ทอัพยังขาดประสบการณ์ในการติดต่อกับกลุ่มลูกค้าระดับองค์กรขนาดกลางและขนาดใหญ่ ขาดองค์ความรู้เกี่ยวกับการตลาดและการทำธุรกิจในต่างประเทศ ขาดการวางแผนการเงิน เพื่อหมุนเวียนหรือขยายธุรกิจให้เติบโตขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ จึงมีข้อเสนอแนะให้จัดกิจกรรมสร้างเครือข่ายทางธุรกิจทั้งในกรุงเทพและภูมิภาค สนับสนุนการเชื่อมต่อระหว่างธุรกิจสตาร์ทอัพที่มีนวัตกรรมกับองค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องการนวัตกรรมเข้ามาสนับสนุนธุรกิจ พร้อมทั้งผลักดันสตาร์ทอัพไทยเข้าสู่ระบบการค้นหาในตลาดโลกเพื่อให้เป็นที่รู้จักในกลุ่มนักลงทุนและกลุ่มลูกค้าจากทั่วโลก

  • 4) การสนับสนุนจากภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระบบนิเวศ (Support from Government & Partners)

พบว่าภาครัฐควรมีนโยบายเพื่อผลักดันให้สตาร์ทอัพไทยสามารถเป็นผู้ประกอบการในระดับภูมิภาคอย่างจริงจัง อีกทั้งควรสนับสนุนด้านเงินทุน รวมถึงการสร้างเกณฑ์คุณสมบัติในการรับทุนที่เอื้อต่อทุกธุรกิจของวิสาหกิจเริ่มต้น จึงมีข้อเสนอแนะให้เกิดการเชื่อมโยงโครงการของภาครัฐเพื่อสนับสนุนและผลักดันสตาร์ทอัพสู่การเป็นยูนิคอร์นในประเทศไทย สร้างฐานความรู้งานวิจัย ส่งเสริมการพัฒนาเขตพื้นที่นำร่องย่านนวัตกรรม พร้อมผลักดันให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่รัฐดิจิทัล (Digital Government) และพัฒนาหลักเกณฑ์หรือระเบียบทางราชการให้มีความคล่องตัว โดยอาศัยการเข้าถึงบริการจากภาครัฐด้วยเทคโนโลยี (Gov Tech) เป็นตัวเชื่อมโยงและอำนวยความสะดวกในการทำงานแทนที่การติดต่อและเข้าถึงภาครัฐแบบเดิม ควบคู่ไปพร้อมๆ กับเทคโนโลยีพลเมือง (Civic Tech) นำเทคโนโลยีมาเชื่อมความสัมพันธ์กับภาครัฐ ให้พลเมืองมีส่วนร่วมในการตัดสินใจนโยบายของรัฐบาลหรือปรับปรุงกระบวนการต่างๆ ให้เข้าถึงผลประโยชน์ของประชาชนได้

ความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับแวดวงสตาร์ทอัพไทยก่อนหน้านี้

รายชื่อวิสาหกิจเริ่มต้นจาก NIA

ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลด 'รายงานการพัฒนาระบบนิเวศวิสาหกิจเริ่มต้นประเทศไทย ประจำปี 2564' ได้ทาง www.startupthailand.org ตั้งแต่เดือนตุลาคม เป็นต้นไป

ชี้ปัญหาแล้ว ต่อด้วยแนะ 4 ทางแก้

ในรายงานฉบับดังกล่าว ยังวางแนวทางให้สตาร์ทอัพใช้ความสามารถในการประกอบธุรกิจ ใช้เทคโนโลยี และแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพทุกๆ ด้านในอนาคต โดยคณะกรรมการวิสาหกิจเริ่มต้นแห่งชาติ ภายใต้ 4 แนวทาง คือ

1) การสร้างความตระหนักรู้ (Build up awareness)

และการรับรู้เพื่อส่งเสริมสตาร์ทอัพให้เติบโตขึ้น ทั้งการสร้างศูนย์กลางแห่งการประชาสัมพันธ์ และการสนับสนุนสื่อสาธารณะให้รับรู้และเข้าใจธุรกิจสตาร์ทอัพ

2) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (Ease of Doing Business)

สำหรับสตาร์ทอัพไทย การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งเรื่องการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการทำธุรกิจสตาร์ทอัพทั้งระยะเร่งด่วน และระยะยาว การรวบรวมข้อมูลเชิงสถิติสำหรับสตาร์ทอัพเพื่อนำมาวิเคราะห์จัดทำมาตรการสนับสนุนที่เหมาะสม รวมถึงการพัฒนาย่านนวัตกรรมเพื่อรองรับการทำธุรกิจสตาร์ทอัพ

3) การส่งเสริมการบ่มเพาะธุรกิจสตาร์ทอัพให้แข็งแกร่ง (Strengthen Ecosystem)

โดยเริ่มตั้งแต่การปฏิรูประบบการศึกษาเพื่อสนับสนุนการสร้างธุรกิจสตาร์ทอัพในเด็กรุ่นใหม่ การวางแนวทางเพื่อส่งเสริมการพัฒนางานวิจัยเทคโนโลยีสำหรับอนาคต ไปจนถึงการสร้างสถาบันสนับสนุนผู้ประกอบการ

4) การออกมาตรการสนับสนุนโดยภาครัฐ (Incentives & Supports)

ทั้งด้านการเงิน/การคลังแก่สตาร์ทอัพ การวางแนวทางผ่อนปรนสำหรับนักลงทุนต่างชาติที่ลงทุนในประเทศไทย การปรับปรุงกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุนให้เหมาะสมกับการพัฒนาและการเติบโตของสตาร์ทอัพ และการวางแนวทางสนับสนุนการจัดเรตติ้งเทคโนโลยี และการค้ำประกันสินเชื่อเทคโนโลยี

ตั้งแต่ปี 2020 จนถึงปัจจุบัน ระบบนิเวศสตาร์ทอัพของไทยเผชิญความท้าทายจากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบให้บริษัทน้อยใหญ่ต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด แต่ขณะเดียวกัน ก็เป็นโอกาสให้สตาร์ทอัพไทยได้ปรับบริการและเพิ่มธุรกิจใหม่ที่เป็นดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น e-Commerce และ Online Service อย่าง Food Delivery, Online Education Platform, Digital Content ที่ได้รับความนิยมจากผู้ใช้งานเพิ่มมากขึ้น

Research Methodogy ของรายงานการพัฒนาระบบนิเวศวิสาหกิจเริ่มต้นประเทศไทย ประจำปี 2564

ใช้ 'ข้อมูล' ส่งเสริมระบบนิเวศสตาร์ทอัพไทยแข็งแกร่ง

น่ายินดีที่การจัดทำ รายงานการพัฒนาระบบนิเวศวิสาหกิจเริ่มต้นประเทศไทย ประจำปี 2564 มีกลุ่มสตาร์ทอัพไทยและต่างชาติ นักลงทุน ภาคการศึกษา ภาครัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาร่วมแสดงความคิดเห็นและให้ข้อมูลสนับสนุนการจัดทำ โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเพื่อสร้างนักรบใหม่ทางเศรษฐกิจ พร้อมกับพลิกฟื้นประเทศให้ได้ในเร็ววัน

ทั้งนี้ TECHSAUCE STARTUP DIRECTORY ให้ข้อมูลตัวเลขการระดมทุนในปี 2563 ว่ามีมูลค่ากว่า 369 ล้านดอลลาร์ จากการลงทุน 36 ครั้ง

ปี 2021 จึงนับว่าเป็นปีที่มีการระดมทุนมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของระบบนิเวศสตาร์ทอัพไทย แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาจะต้องเผชิญกับภาวะวิกฤตเศรษฐกิจหรือโรคระบาด แต่สตาร์ทอัพสัญชาติไทยก็สามารถระดมทุนจนก้าวขึ้นไปสู่ระดับยูนิคอร์น (Unicorn ศัพท์ที่ใช้เรียกบริษัทสตาร์ทอัพที่มีมูลค่าเกิน 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 30,000 ล้านบาท)

นั่นคือ Flash Express ธุรกิจบริการด้านโลจิสติกส์ รับส่งพัสดุ ซึ่งก่อตั้งมา เพียง 3 ปี โดย คมสันต์ ลี สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของสตาร์ทอัพไทยที่มีโอกาสก้าวไปสู่การเป็นผู้เล่นในระดับภูมิภาค หรือ Regional Player 

Asean, GII 2021

นอกจากนี้ ยังมีการจัดอันดับที่บ่งบอกว่า ไทยต้องเร่งพัฒนาเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการสร้างนวัตกรรม ซึ่งจะนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจ นั่นคือ ผลการจัดอันดับนวัตกรรมโลก ประจำปี 2021 (Global Innovation Index: GII) โดยองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก ภายใต้แนวคิด “Tracking Innovation through the COVID-19 Crisis” ซึ่งจัดให้ไทยอยู่ในอันดับ 43 ขยับขึ้นหนึ่งขั้นจากอันดับ 44 ในปี 2020 และอยู่ในอันดับ 3 ของอาเซียน 

ที่มา

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด

ข่าวที่น่าสนใจ