Breaking News ข่าว

นักวิชาการ ชี้! “เปลี่ยนมินิบัสเเทนรถตู้ไม่ได้เเก้ปัญหา”

วันที่ 6 ม.ค.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเวทีจุฬาฯ เสวนาครั้งที่ 4 "แนวทางปฏิรูปหลังโศกนาฏกรรมรถตู้" ณ ห้องประชุมสารนิเทศ ชั้น 2 หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รศ.ดร.ศักดิ์สิทธิ์ เฉลิมพงศ์ อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า รถตู้ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในการโดยสาร ถึงแม้จะมีมาตรการที่จะเปลี่ยนเป็นมินิบัสในอนาคต แต่อย่าลืมว่า ปัญหาหนึ่งที่สำคัญคือ พฤติกรรมคนขับ แม้เราเปลี่ยนรถ แต่เหตุปัจจัยในการขับรถไม่เปลี่ยน  การแก้ปัญหานั้นๆไม่สามารถทำได้เต็มประสิทธิภาพ

"นอกจากเปลี่ยนรถ วันนี้เราตั้งคำถามว่า จะเปลี่ยนระบบบริหารจัดการอย่างไร เพราะคนขับไม่มีสวัสดิการ ไม่มีเงินเดือน หากจะเก็บค่าโดยสารให้มากก็ต้องทำรอบการขับให้มากขึ้น  ซึ่งนำมาสู่พฤติกรรมที่ไม่ปลอดภัย โจทย์สำหรับทุกคนที่เกี่ยวข้องในวันนี้คือทำอย่างไรให้คนเหล่านั้นมีสวัสดิการที่เพียงพอ เพียงพอในระดับที่จะสามารถปฏิบัติตามกฎระเบียบได้" รศ.ดร.ศักดิ์สิทธิ์กล่าว

 

รศ.ดร.ศักดิ์สิทธิ์ กล่าวถึง สาเหตุการเกิดมีการนำรถตู้มาใช้ในระบบขนส่งสาธารณะระหว่างจังหวัดว่า เกิดจากรถบัส-รถประจำทางให้บริการไม่พอเพียง ไม่ครอบคลุม รัฐบาลไม่ให้ความสนใจเรื่องระบบขนส่งสาธารณะ เมื่อเป็นอย่างนี้ผู้ประกอบการมองเห็นช่องทางในการทำธุรกิจ เพราะรถตู้มีข้อได้เปรียบคือ "รถเล็ก ทำความเร็วได้ เข้าถึงทุกที่" ประชาชนจึงให้ความนิยม ส่วนรถใหญ่"ทำความเร็วช้า ต้นทุนสูงกว่า ไม่ได้รับสนับสนุนจากภาครัฐ การแข่งขันทำไม่ได้" 

"อีกอย่างหนึ่งคือ สถานีขนส่ง (บขส.) ผู้เดินทางจะไปบขส.ก็ลำบาก  เพราะอยู่นอกเมืองและไม่เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้า"

 "การเปลี่ยนจากรถตู้เป็นมินิบัสนั้น เป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องดูอย่างรอบคอบด้วย เราเสนอให้เปลี่ยนอย่างค่อยเป็นค่อยไป ระหว่างนี้ต้องสังคายานาความต้องการเดินทางทั้งประเทศ รูปแบบการเดินทางแบบไหนถึงเหมาะสมในแต่ละบริบทพื้นที่" รศ.ดร.ศักดิ์สิทธิ์ กล่าว


ขณะที่ประเด็นการนำรถตู้เหมาะสมกับการดัดแปลงเป็นรถโดยสารหรือไม่ นายศักดิ์สิทธิ์ กล่าวว่า หากมองตามสถิติจะพบว่ายอดความสูญเสียและอุบัติเหตุจากรถตู้นั้นมีมากกว่ารถโดยสารขนาดใหญ่ถึง 5 เท่า ถามว่าเพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้นต้องขอบอกว่า เมื่อมองตามโครงสร้างแล้ว รถตู้มีขนาดเล็กและไม่ได้ออกแบบมาเพื่อขนส่งประจำทางเพราะมีขนาดเล็ก ที่นั่งมีเพียง 12 ที่นั่ง แต่อย่างไรก็ตามก็ได้มีการดัดแปลงสภาพรถ ต่อเติมที่นั่งให้มากขึ้นทำให้สมดุลของตัวรถเปลี่ยนไป ประตูเข้า-ออกมีเพียงช่องทางเดียว บานกระจกก็มีขนาดเล็ก จึงทำให้เส้นทางออกกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินนั้นเป็นไปได้ลำบาก

ในขณะที่รถโดยสารขนาดใหญ่นั้น มีความแข็งแรงทางด้านโครงสร้างมากกว่า พร้อมทั้งมีประตูฉุกเฉินติดตั้งไว้พร้อมและไม่มีความแออัดภายใน ดังนั้น การที่จะนำรถตู้มาแปลงสภาพเป็นรถโดยสารจึงไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง จึงเสนอไปยังรัฐบาลว่าหากระยะทางนั้นเกิน 300 กิโลเมตรควรเปลี่ยนจากรถตู้โดยสารเป็นรถมินิบัสแต่อย่างไรก็ตามก็ต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้ร่วมด้วยและค่อยๆ ปรับเปลี่ยนไปตามความเหมาะสม นอกจากนี้ รัฐบาลควรส่งเสริมให้มีสวัสดิการแก่ผู้ขับรถตู้โดยสารให้ครอบคลุมเพื่อคนขับจะได้ไม่ต้องเร่งทำรอบในการวิ่งส่งผู้โดยสาร ซึ่งอาจนำมาสู่การสูญเสียสมรรถภาพในการขับขี่ลดและอาจเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นได้

 

ด้าน ผศ.ดร.อภิวัฒน์ รัตนวราหะ อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า คนขับรถและตัวรถเป็นปัญหา  ตรงนี้พวกเรารับรู้กัน เรารู้เเล้วว่าสาเหตุของสาเหตุคืออะไร ทำไมต้องขับเร็ว หากเราบอกว่า เวลามีต้นทุน ความปลอดภัยก็มีต้นทุนเช่นกัน  ซึ่งเป็นเรื่องนโยบายของรัฐบาลที่ใหญ่มาก 

"ใหญ่กว่าการกำกับ  เพราะนโยบายขนส่งสาธารณะกฎหมายไทยเน้นการกำกับ แต่ไม่ส่งเสริมสนับสนุน  โดยพื้นฐานรัฐต้องทำมากกว่าการกำกับ อย่าผลักต้นทุนความปลอดภัยให้เอกชนอย่างเดียว รัฐจะช่วยอะไรบ้างในการลดต้นทุน ในการควบคุมกิจการสาธารณะ   วันนี้เราต้องตั้งคำถามก่อนว่า ขนส่งสาธารณะเป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชนประเทศนี้หรือไม่ เพราะถ้าเป็น  รัฐต้องทุ่มไป เพราะปัญหาที่ผ่านมารัฐไม่คิดว่าเป็นต้นทุนใหญ่ที่รัฐจะต้องช่วย เราจึงมีกฎหมายที่กำกับอย่างเดียว    รัฐบาลสามารถทำได้หลายอย่างมาก วันนี้รัฐลงทุนมากกมายเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เช่น  ถนน สนามบิน แต่รัฐลงทุนน้อยมากเกี่ยวกับระบบขนส่งสาธารณะ  เรามีปัญหาความไม่เป็นธรรมในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เราไม่เคยคิดถึงคนจนว่าจะเดินทางอย่างไร คนจนเลยรับต้นทุนในการเดินทางสูงกว่าคนรวย"

ผศ.ดร.อภิวัฒน์ กล่าวด้วยว่า ถึงเวลาที่ต้องนึกการจัดสรรงบประมาณที่ส่งเสริมความปลอดภัย รัฐต้องตั้งอยู่บนฐานที่ว่า ขนส่งสาธารณะเป็นสิทธิพื้นฐานก่อนแล้วหาเงินอุดหนุน สนับสนุนผู้ประกอบ วิธีจัดการอย่างเป็นระบบ

ผศ.ดร.อภิวัฒน์ กล่าวด้วยว่า อุบัติเหตุที่เกิดจากรถตู้โดยสารนั้น มีสถิติการเสียชีวิตและอัตราการเกิดอุบัติเหตุมากกว่ายานพาหนะอื่นๆ มากถึง 2-3 เท่าตัว ซึ่งมีข้อสังเกตว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องออกกฏหมายควบคุมรถตู้โดยสารโดยเฉพาะ ถึงแม้ว่าจะมีการกำหนดขอบเขตของการขับขี่ยานพาหนะ เช่น การรณรงค์ไม่ดื่มสุรา  เเต่อุบัติเหตุก็ยังเกิดขึ้น    แสดงว่าสาเหตุไม่ใช่เพียงสุราเพียงอย่างเดียว ซึ่งเราก็ต้องย้อนกลับมาดูว่าสาเหตุนั้นมีอะไรบ้าง ทั้งสภาพตัวรถ สภาพคนขับ สภาพถนน จิตสำนึกในการขับขี่ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นปัญหาทั้งสิ้น

ผศ.ดร.อภิวัฒน์ กล่าวอีกว่า หลักการที่จะนำมาใช้นั้น จะยึดหลักตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ประกอบด้วย 3 หัวข้อหลักคือ 1.เหตุผลของการเกิดปัญหาคืออะไร ซึ่งปัญหานั้นอาจมีมากกว่า 1 ข้อและมีหลายมิติ 2.การเลือกทางสายกลาง หมายความว่า มีหลายฝ่ายเสนอให้ยกเลิกการให้บริการรถตู้สาธารณะ เพื่อตัดตัวเลือกในการเดินทางสำหรับประชาชนให้น้อยลง ซึ่งมองว่ามันเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ถูกต้องเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ 3.การสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อสร้างวัฒนธรรมที่ยั่งยืน เป็นการสร้างความคุ้นชินในการสร้างจิตสำนึกให้กับคนขับและผู้ใช้บริการรถตู้สาธารณะ

“บทลงโทษสำหรับผู้กระทำผิดก็ต้องเด็ดขาดด้วย ไม่ใช่ว่าทำผิดแล้วจับมาปรับเพียงไม่กี่ตังก็ปล่อยออกไป แบบนี้ปัญหาก็เกิดซ้ำซ้อน พร้อมทั้งต้องมีการเก็บสถิติ เฝ้าระวังอย่างจริงๆ จังๆ มากกว่านี้ เพราะเมื่อมีเทศกาลทีอุบัติเหตุก็เกิดขึ้นที พร้อมทั้งต้องปรับปรุงด้านกายภาพ ทั้งสภาพถนน สภาพรถ” ผศ.ดร.อภิวัฒน์ กล่าว

ผศ.ดร.อภิวัฒน์ กล่าวว่า สาเหตุที่รถตู้โดยสารต้องเพิ่มที่นั่งให้มากขึ้นหรือแปลงสภาพรถแตกต่างไปจากเดิม เนื่องจากผู้ประกอบการรายย่อยคำนึงถึงผลประโยชน์มากกว่าความปลอดภัย ซึ่งปัญหาใหญ่ที่สุดคือรัฐบาลไม่ผลักดันหรือสนับสนุนต้นทุนความปลอดภัยในรถตู้โดยสาร โดยให้ภาคเอกชนเป็นผู้รับผิดชอบ ดังนั้นเมื่อผู้ประกอบรายย่อยต้องเพิ่มภาระต้นทุนที่สูงขึ้นจึงจำเป็นที่จะต้องเพิ่มจำนวนที่นั่งเพื่อให้สามารถรับผู้โดยสารได้จำนวนครั้งมากๆ การแก้ปัญหาก็คือรัฐบาลต้องลงมากำกับดูแลในด้านต้นทุนความปลอดภัยให้มากขึ้น ทำให้เป็นสิทธิพื้นฐานที่ประชาชนพึ่งจะได้รับ

“คำถามคือว่า ต้นทุนในความปลอดภัยในรถตู้โดยสารทำไมรัฐบาลจึงมีงบสนับสนุนที่น้อยมาก ในขณะที่รัฐบาลมีการลงทุนมากมายทั้งระบบสนามบิน ระบบรถไฟ รถไฟฟ้า อยากให้คำนึงถึงคนที่มีรายได้น้อยแต่จำเป็นต้องเดินทาง ควรจัดการด้านความปลอดภัยให้มากขึ้นหรือเทียบเท่าระบบขนส่งด้านอื่นๆ” ผศ.ดร.อภิวัฒน์กล่าว

 

ขณะที่ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตรมว.คมนาคม กล่าวว่า โดยส่วนตัวมองว่าต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น โดยนำระบบ GPS เข้ามาติดตั้งที่ตัวรถตู้โดยสาร ซึ่งระบบด้วยการเก็บข้อมูลทั้งความเร็วที่ใช้ในการขับขี่ พฤติกรรมของผู้ขับ ซึ่งข้อมูลต่างๆ จะถูกส่งมาที่ศูนย์ควบคุมของกรมขนส่ง โดยจะมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งระบบดังกล่าวนั้น บขส.ได้นำไปติดตั้งในรถโดยสารประจำทางแล้ว จึงเห็นว่ารถตู้โดยสารควรนำระบบดังกล่าวมาใช้เพื่อลดปัญหาที่เกิดขึ้น โดยกำหนดให้ติดตั้งระบบดังกล่าวให้แล้วเสร็จในปี 2561

นายชัชชาติ กล่าวอีกว่า ผู้ใช้บริการก็ต้องเรียนรู้หน้าที่ในการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ โดยต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นอันดับแรก ทั้งการคาดเข็มขัดนิรภัย ตรวจสอบว่าภายในตัวรถมีอุปกรณ์ใดบ้างที่จะสามารถนำมาใช้ได้เมื่อเกิดปัญหา ซึ่งถือว่าเป็นสิทธิพื้นฐานที่ควรจะได้รับ ดังนั้นรัฐบาลควรให้การสนับสนุนในด้านงบประมาณในด้านความปลอดภัยคำนึงถึงผู้ใช้บริการเป็นหลัก