ข่าว

ตั้งตารอ สุดท้ายได้ดู “แสงกระสือ” สมใจ

เมื่อเวลา 03.00 น.วันนี้ 4 พ.ย.62 ผู้สื่อข่าวประจำ จ.ปราจีนบุรีรายงานความคืบหน้าจากที่ชาวบ้าน – เด็กวัยรุ่นพบแสงไฟประหลาดขนาดเท่าลูกมะพร้าวแสงนวลตาขึ้นสูงราว 2 เมตรที่หน้าบ้านคนถักไม้กวาด และข้างคอกวัวที่กำลังคลอดลูก ในหมู่บ้านคลองฟันปลา หมู่ 14 ต.โพธิ์งาม อ.ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี และกลายเป็นข่าวโด่งดังเมื่อหน่วยกู้ภัยร่วมกตัญญูได้ไลฟ์สดผ่านโลกออนไลน์ ท่ามกลางกลุ่มวัยรุ่นที่เฝ้าติดตามดักดูพิสูจน์ให้เห็นกับตา ตามที่เสนออย่างต่อเนื่องนั้น

 

 

 

ผู้สื่อข่าว ได้ลงพื้นที่หมู่บ้านคลองฟันปลาอีกครั้ง โดยเป็นวันโกนต่อเนื่องถึงวันพระ บรรยากาศพบลูกเด็กเล็กแดงพากันเข้าบ้านตั้งแต่หัวค่ำ หลังมีการพบแสงที่ว่าเป็นผีกระสืออกหากิน พบกลุ่มเด็กวัยรุ่นที่อยากพิสูจน์ – ลองของ เป็นจำนวนมากทั้งเด็กวัยรุ่นในหมู่บ้านคลองฟันปลาและหมู่บ้านใกล้เคียง อาทิ บ้านคุม,บ้านหนองไม้เอก มาทั้งรถยนต์,รถ จยย.เฝ้าดักดูตามจุดต่าง ๆ ได้แก่หน้าคอกวัวที่คลอดลูกตรงข้ามสำนักสงฆ์บ้านคลองฟันปลา , กระท่วมในหมู่บ้าน และชายทุ่งทางขึ้นตีนเขาอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่มรดกโลกรวมกว่า50 คน

 

 

 

นายมานพ หรือ ต๋อง คนดี อายุ 26 ปี กล่าวว่า “อยู่บ้านคุ้ม ต.โพธ์งาม อ.ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี ทราบข่าวมีการพบแสงผีกระสือจากทางเฟสบุ๊ค จึงมาพร้อมเพื่อนเพื่อมาพิสูจน์ครั้งแรก โดยดักดูที่คอกวัว แต่ยังไม่พบแต่อย่างใด ในความเชื่อเรื่องผีกระสือแล้วเชื่อว่ามีอยู่จริง”นายมานพ กล่าว

 

 

 

ด้านนายกิติพร หรือเท่ พรมภักดี อายุ 25 ปี บ้านคลองฟันปลาเลขที่ 55 หมู่ 14 ต.โพธิ์งาม อ.ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี กล่าวว่า “ตนเองพร้อมเพื่อน ๆ คอยดักดูผีกระสือตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค.62 ที่ผ่านมา โดยพบในคืนแรกมาก่อนหน้าแล้วครั้งหนึ่ง และ ในคืนนี้(4พ.ย.) ขณะที่นั่งดักรอดูแสงประหลาดที่คดว่าเป็นผีกระสือในกระท่อมข้างถนนในหมู่บ้านพร้อมเพื่อน ๆ กว่า 10 คน ได้มีคนส่องหาเขียดเพื่อไว้ทงเบ็ดในคลอง ที่ชายทุ่งวิ่งกระหืดกระหอบมาบอกว่าเจอแสงผีกระสือที่ชายทุ่ง ตนเองจึงเดินออกไปดูที่ชายทุ่งได้พบแสงไฟประหลาดอีกครั้งเป็นรอบที่ 2 ขึ้นสูงประมาณปลายยอดไม้เป็นสีแดงออกส้ม สลับสีปนเขียวขึ้น – ลง ๆ นานกว่า 1นาที ขนาดประมาณลูกมะพร้าว ขณะที่กำลังจะหยิบมือถือเพื่อบันทึกภาพแสงได้หายไป”นายกิติพร กล่าว

ด้าน นายณัฐพล หรืออาร์ม หนองเอียด อายุ 25 ปี เลขที่30 หมู่ 15 ต.โพธิ์งาม อ.ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี กล่าวว่า “ตนเองพร้อมเพื่อน ๆ มาดักดูแสงผีกระสือกัน ที่ชายทุ่งนาเส้นทางตรงขึ้นไปตีนเขาสู่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่มรดกโลก เป็นที่ราบปลูกข้าวกลางทุ่งนามีคลองธรรมชาติไหลผ่าน ดักอยู่บนริมถนนโดยกลุ่มเด็กวัยรุ่นทั้งหมดในกลุ่มเดินทางมาจากหมู่บ้านหนองไม้เอก หมู่ 15 ต.โพธิ์งาม อ.ประจันตคาม นัดกันมากว่า 10 คน ได้รอจับตาเฝ้าจับตาดักรอแสงประหลาด เป็นดวงไฟสีแดงกระพริบ ที่ปลายแนวไม้ โผล่ 4 -5 รอบ ขึ้น-ลง หายไปแต่ละรอบ 10 นาที จะโผล่ขึ้นใหม่ ครั้งสุดท้ายหายไปที่แนวภูเขา โดยเพื่อน ๆเห็นพร้อม ๆ กันทั้งหมด แต่บันทึกภาพไว้ไม่ทัน” นายณัฐพล กล่าว

พร้อมกันนี้นางณัฐนันท์ อินจันทร์ อายุ 53 ปี ผู้สื่อข่าวภูมิภาคสปริงนิวส์(ออนไลน์) ประจำ จ.ปราจีนบุรีที่มาเฝ้าดักถ่ายผีกระสือ อยู่ในกลุ่มเด็กวัยรุ่นบ้านหนองไม้เอกได้พบแสงประหลาดด้วยตัวเองเช่นกัน นางณัฐนันท์กล่าวว่า “เห็นดวงไฟสีแดงออกส้ม โผล่นานเกือบ 1 นาทีด้วยตนเองเป็นครั้งแรก พร้อมกับกลุ่มวัยรุ่นที่เฝ้าจับตาพิสูจน์แสงประหลาดนี้ ถึงกับขนลุกซู่ขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผล แต่ไม่สามารถบันทึกภาพได้ทัน” นางณัฐนันท์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อไประหว่างเดินทาง ผ่านถนนสายสุวินทวงศ์ (ปราจีนบุรี –ศรีมโหสถ) หรือ 319 ที่ริมถนนพบ ดวงไฟสูงเหนือพื้นดินประมาณ 2 เมตร เพ่งมองจนแน่ใจเป็นไฟที่คาดศรีษะของคนริมถนนกำลังจับเขียดขาลาย และ หาปูนา กิน – ขาย สอบถามทราบชื่อต่อมาคือ

นางอรุณ พึ่งคุณ อายุ 51 ปี กล่าวว่า “เป็นชาวอิสานภูมิลำเนาอยู่ จ.อุบลราชธานี มาทำงานเป็นแม่บ้านที่บริษัทฮอนด้า อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี หลังเลิกงานได้ออกส่องหาปูนาตลอดเลียบแนวถนนสายสุวินทวงศ์ หรือ 319 หาไปขายเป็นปูนาเป็น ๆ และ นำทำลาบปูนาให้คนงานที่ส่วนใหญ่เป็นชาวอิสานด้วยกันสั่งเอาไว้ โดยขายเป็นอาหารเมนูจานเด็ดของชาวอิสานรายได้ดีขายได้ทุกวัน วันละไม่ต่ำกว่า 500 บาท ขายทั้งปูนาเป็น ๆราคากิโลกรัมละ 50 บาท ใช้เวลาหานานประมาณ 3 ชั่วโมงหาได้ทุกวันอย่างต่ำวันละ 3 กก.ขึ้นไปบางวันได้เต็มกระสอบปุ๋ยก็มี โดยนางอรุณบอกว่าหาปูนากลางคืนคนเดียวไม่กลัวผี ”นางอรุณ กล่าว

ด้านนายชุบ โมทนา อายุ 53 ปี กล่าวว่า “อยู่ จ.บุรีรัมย์ มาทำงานที่ปราจีนบุรี หลังเลิกงานได้เดินส่องหาเขียดขลายโดยใช้กระบอกที่ทำจากขวดพลาสติกครอบเขียดที่ส่องเจอ นำไปตากแห้งส่งกลับไปบ้านเป็นอาหารโดยหาเขียดขาลายได้ไม่ต่ำกว่าวันละ 2 กก.แม้จะออกหาเขียดในกลางคืนก็ไม่กลัวผีและยังไม่เคยพบ ”นายชุบ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติม ก่อนหน้านี้ ได้สัมภาษณ์ นายศิริวัฒน์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 92 ปี อดีตข้าราชการครูบำนาญ ชาว อ.ประจันตคามผู้ใช้สมุนไพรว่านโพงมาประกอบเป็นตัวยาสมุนไพร กล่าวว่า “ อ.ประจันตคาม ที่มีคนปลูกว่านโพงจะเป็นผู้สูงอายุอยู่แถบบ้านโคกสว่าง ,บ้านทุ่งยาว,บ้านคลองฟันปลา ซึ่งอยู่ใกล้เชิงเขาอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ การเลี้ยงดูว่านโพง คนปลูกจะเลี้ยงด้วยอาหารคาว เป็นกบ,เขียด หรือ น้ำคาวปลา ในช่วงวันโกนก่อนวันพระ

และจากกรณีที่มีผู้พบเห็นดวงไฟลอยไปมาขึ้นลง ในพื้นที่คลองฟันปลา ต.โพธิ์งาม อ.ประตันตคามจ.ปราจีนบุรี แสงไฟที่อาจเกิดจากว่านผีโพง ว่านผีโพงตามที่เคยรู้มาสมัยหนุ่ม และปลูกมา ว่านโพงมี 3 ชนิด ได้แก่ว่านโพงไข่ ,ว่านโพงเหล็ก และว่านโพงใหญ่ ว่านสามอย่างนี้มีข้อแตกต่างกัน ว่านโพงไข่คนปลูกจะเลี้ยงด้วยไข่ว่านเหล็กจะคล้ายกัน แต่ว่านโพงใหญ่ผู้ปลูกจะดูแลหรือเลี้ยงด้วยเนื้อสดของคาว กบหรือเขียด

หากไม่ดูแลให้ดีจะกลายเป็นดวงไฟออกหากินในยามค่ำคืน แต่จะไม่เป็นอันตรายแก่คน บ้างก็มีคนเล่าว่าคนเลี้ยงไม่ดีจะกลายเป็นดวงไฟมีรูปหน้าคนเลี้ยง

ว่านโพงสมัยก่อน ขึ้นอยู่ตามป่าเขา หากินกบเขียดเป็นอาหาร คนทั้งหลายทั้งปวงโปรดใช้วิจารญาณในการรับฟังและตัดสินใจ ความเชื่อสิ่งลี้ลับบางทีอาจไม่ใช่ผีกระสือว่านโพงก็เป็นได้

จากนั้นได้นำผู้สื่อข่าวชมว่านผีกระสือ หรือ ว่านผีปอบ หรือ ว่านผีโพง ลักษณะของต้นและหัวของว่านชนิดนี้ มีลักษณะคล้ายขมิ้นอ้อย สีขาว รสฉุนร้อน เมื่อหัวแก่มีธาตุปรอทลงกิน มีพรายเป็นแสงแมงคาเรืองในเวลากลางคืน มีสรรพคุณอยู่ยงคงกระพัน แต่บางตำราก็ว่าผีโพงนั้น เกิดกับคนที่มีว่าน หรือเลี้ยงว่านยาอันมีฤทธิ์แรงกล้า มักเลี้ยงหรือบำรุงด้วยอาหารคาว หากดูแล หรือเลี้ยงไม่ดี หัวว่านโพงจะออกหากินเอง

เพิ่มเราเป็นเพื่อน ข่าว ข่าวด่วน ทันเหตุการณ์ทุกวัน @springnews
เพิ่มเพื่อน

โดยเรืองแสงเป็นดวงไฟ หากใครพบเห็นจะมีใบหน้าคล้ายกับคนแก่ หรือที่เลี้ยงว่านโพงนั้น ในเวลากลางคืนตอนดึกๆ โดยเฉพาะเวลาที่ฝนตกพรำ ๆ ว่านชนิดนี้ จะออกหากินแบบเดียวกับผีกระสือ จะมีดวงไฟเล็กๆ สว่างเรืองๆ อยู่ที่ปลายจมูกและหยดลงเป็นหยดๆ เหมือนหยดน้ำ ผีโพงจะออกหากินตามหนองน้ำ หรือทุ่งนาหลังฝนตก อาหารของผีโพงคือกบ และเขียด ซึ่งผีโพงจะกินด้วยการจับมาดูดเอาเมือกกินทีละตัวๆ โดยปกติ ผีโพงจะกลัวคน แต่ถ้าหากใครทำให้เจ็บใจ ผีโพงจะเอาไม้คานของแม่ม่ายพุ่งข้ามหลังคาบ้าน แล้วในทีสุดคนนั้นก็จะพบกับความพินาศวอดวายที่น่าสังเกตก็คือ ผีโพงนั้นจะมีหน้าตาคล้ายกับเจ้าของหรือผู้ปลูกว่าน แต่เดี๋ยวนี้ว่านชนิดนี้ไม่ค่อยมีใครนิยมแล้ว แทบจะสาปสูญจากวงการว่าน เพราะถือว่าเป็นอัปมงคล