ยืดเยื้อยาวนานกว่า 5 ปี กรณีข้อพิพาทระหว่างวัดพนัญเชิงวรวิหารกับมูลนิธิผู้ดูแลสุสาน /ในที่สุดวันนี้ศาลฎีกาได้มีคำตัดสินชี้ขาด ยืนตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ ให้มูลนิธิวัดพนัญเชิงย้ายออกนอกพื้นที่สุสาน และห้ามทางวัดรื้อสุสานดังกล่าว

ศาลฎีกาชี้ขาด ห้ามวัดพนัญเชิงรื้อสุสาน สั่งมูลนิธิต้องย้ายออก

วันนี้ (17 พ.ค. )ผู้สื่อข่าวรายงานว่าศาลฎีกาได้อ่านคำพิพากษา ยืนตามศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ในคดีที่วัดพนัญเชิงวรวิหาร จ.พระนครศรีอยุธยา โดยมีพระมหาเชิดชัย กตปุญโญ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องมูลนิธิวัดพนัญเชิง  (เซียง เต็ก ตึ้ง) จำเลยที่ 1 และ นายวินัย อัศวราชันย์ ประธานมูลนิธิฯ เป็นจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2557

จากกรณีที่เมื่อ 5 ปีก่อน วัดพนัญเชิงวรวิหาร ได้มีโครงการปรับสภาพภูมิทัศน์บริเวณที่ฝังศพในสุสานสาธารณะฝั่งตรงข้ามวัด เนื้อที่ 20 ไร่ เพื่อนำไปก่อสร้างอาคารปฏิบัติธรรม อาคารอาพาธสงฆ์ และสถานที่จอดรถ โดยจะให้บุตรหลานที่ฝังศพบรรพชนไว้กว่า 1,600 หลุมขุดย้ายศพออกไปภายในวันที่ 1 สิงหาคม ปี 2557 และมีหนังสือถึงมูลนิธิวัดพนัญเชิง (เซียง เต็ก ตึ้ง) ผู้ดูแลสุสานให้ขนย้ายสิ่งของออกจากที่ดินของวัด  แม้ทั้งสองฝ่ายจะประชุมร่วมกันแต่ก็หาทางออกไม่ได้ จนทำให้วัดพนัญเชิง ต้องยื่นฟ้องดำเนินคดีกับมูลนิธิฯ

ซึ่งต่อมาวันที่ 1 ตุลาคม ปี 2558 ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษา ดังนี้ 1. ให้มูลนิธิฯ ออกจากที่ดินพิพาท และให้รื้อถอนอาคารสำนักงาน บ้านพักคนงาน และคนงานออกจากที่ดินพิพาท และห้ามไม่ให้รบกวนสิทธิครอบครองที่ดินของทางวัด  2. กรณีศาลาบำเพ็ญกุศล ถือว่าสร้างก่อนการจัดตั้งมูลนิธิฯ จึงไม่ใช่สิ่งปลูกสร้างของมูลนิธิ ไม่ต้องรื้อถอน   3. ให้มูลนิธิฯ ชดใช้ค่าเสียหายให้ทางวัดเดือนละ 400 บาท จนกว่าจะมีการรื้อถอนสำนักงาน และบ้านพักคนงาน 4. ให้ฮวงซุ้ยและศพ เป็นของทายาทลูกหลาน การฝังศพเป็นโดยเปิดเผยสุจริตตามเจตนาให้ทำสุสานสาธารณะของทางวัดดังนั้นจึงไม่ต้องรื้อถอน และ  5. ห้ามทางวัดดำเนินโครงการที่มีวัตถุประสงค์ขัดกับวัตถุประสงค์ของสุสานสาธารณกุศล

หลังจากนั้นทั้ง 2 ฝ่ายได้ยื่นอุทธรณ์และศาลได้พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ต่อมาวัดพนัญเชิงฯ ได้ยื่นฏีกาต่อศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จนกระทั่งวันนี้ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ในที่สุด สร้างความดีใจให้ทายาทลูกหลานชาวจีนเป็นอย่างมาก

สุสานธารณะ พื้นที่ที่มีกรณีพิพาท

 

สำนักงานของมูลนิธิวัดพนัญเชิง (เซียง เต็ก ตึ้ง)