เปิดเส้นทางเหล็ก “ชีวิตบิ๊กป้อม” ความจริงสองด้าน “เกาะโต๊ะขอตำแหน่ง”

วลีเด็ดของอดีตนายกรัฐมนตรี “ทักษิณ ชินวัตร” เรื่อง“เกาะโต๊ะ”ขอตำแหน่ง สร้างความฮือฮาให้กับคอข่าว จนถึงขั้นติดเทรนฮิตบนโลกโซเชี่ยล และเป็นที่มาของการขุดคุ้ยหาความจริงในเรื่องนี้ ว่า ทำไม คนอย่างพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ พี่ใหญ่แห่งบูรพาพยัคฆ์ ถึงมีวันนั้น วันที่ทำให้คนอย่างทักษิณ ชินวัตร หยิบขึ้นมาเหน็บได้

ความจริงของชีวิตรับราชการของบิ๊กป้อม ก่อนจะมาเป็นพี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์ โรยด้วยกลีบกุหลาบ และเติบใหญ่มาบนเส้นทางที่วงการทหารเรียกว่า ไลน์ คอมแมนด์ หรือ โตในสายกำลังมาโดยตลอด

นับจากตำแหน่ง ผู้บังคับหมวดปืนเล็กสังกัดกองพันทหารราบที่ 2 กรมผสมที่ 3 ,ผู้บังคับกองร้อยอาวุธเบา กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ ,ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 2 และ 3 กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์

ก่อนจะขยับออกไปดำรงตำแหน่งผู้การ ที่กองบังคับการ กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ และขึ้นเป็น ผบ.พล ที่กองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์

มองเส้นทางจากผู้หมวดจนถึงผู้บัญชาการกองพลหลัก ในตำแหน่ง ผบ.พล.ร.2 และเข้าไลน์ในตำแหน่งรองแม่ทัพภาคที่ 1 ในปี 2540 เป็นรองแม่ทัพเพียงปีเดียว ปี 2541  ก็ขยับขึ้นเป็นพลโทในตำแหน่งแม่ทัพน้อยที่ 1 เส้นทางของพลเอกประวิตร ในช่วงนั้น ช้าสุดควรขยับเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 ตั้งแต่ปี 2543   เพื่อเข้าสู่ตำแหน่ง 5 เสือกองทัพบก ในปี 2545  ให้เหลืออายุราชการเพียงพอที่จะลุ้นขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารบกในปี 2546

แต่ในความเป็นจริง ปี 2543 ขณะที่ผู้บัญชาการทหารบกชื่อพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ พลโทประวิตร วงษ์สุวรรณในเวลานั้น กลับถูกโยกจากตำแหน่งแม่ทัพน้อยที่ 1 ไปเป็นผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก  ตำแหน่งที่เรียกว่า โยกเข้ากรุ ซึ่งที่ผ่านมา คนที่ถูกย้ายออกไปแบบนั้น ไม่มีใครได้กลับมาเข้าไลน์คอมแมนด์ หรือสายคุมกำลังอีก

จากนายทหารที่เส้นทางชีวิตรับราชการกำลังรุ่งโรจน์ ดับวูบลงทันที เวลานั้นอย่าว่าแต่ตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกเลย แม้แต่ตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 1 ยังยากที่จะได้กลับมา

คนที่ใกล้ชิดพลเอกประวิตรในยามนั้น ต่างรู้ดีว่า พี่ป้อมของน้องๆใน พล.ร.2 น่าจะจบชีวิตการรับราชการบนเส้นทางของผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ หรือที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบก ไม่มีใครคิดว่า พลเอกประวิตรจะกลับมาเป็นผู้บัญชาการทหารบกแบบพลิกฟ้า คว่ำแผ่นดิน

จุดเปลี่ยนชีวิตของบิ๊กป้อม รวมถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของฉากการเมืองไทยในเวลาหลังจากนั้น น่าจะเริ่มจากการเลือกตั้ง วันที่ 6 มกราคม 2544 ที่พรรคไทยรักไทย นำโดยพันตำรวจโททักษิณ  ชินวัตร ชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลาย เพราะในเดือนตุลาคมปีนั้น พลเอกประวิตร ได้กลับมาดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเสนาธิการทหารบกฝ่ายยุทธการ ที่แม้จะไม่ได้คุมกำลัง แต่ยังนับเป็นการเข้าตำแหน่งหลัก หลังถูกโยกออกไปเพียงปีเดียว

จากนั้นในปี 2545 พลเอกประวิตร เข้าไลน์คอมแมนด์อีกครั้ง ในตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 1 ก่อนที่ปี 2546 จะขยับขึ้น 5 เสือกองทัพบก  ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก และควรจะเกษียณอายุราชการเพียงแค่นั้น เพราะเหลืออายุราชการเพียงปีเดียว และผู้บัญชาการทหารบกในเวลานั้นก็เป็นคนในตระกูลชินวัตร คือ พลเอกชัยสิทธิ์ ชินวัตร ซึ่งเกษียณอายุราชการปีเดียวกัน คือปี 2548

ตำนานวลี “เกาะโต๊ะขอตำแหน่ง”จึงเกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น เมื่อตุลาคม 2547 พลเอกชัยสิทธิ์ ถูกโยกไปเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด และพลเอกประวิตรขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารบกแทน ท่ามกลางความเคลือบแคลงใจของพลเอกชัยสิทธิ์ จนถึงทุกวันนี้ว่า “ถูกแทงข้างหลัง”

ส่วนตำนานอีกหน้าของการ “เกาะโต๊ะ”ขอตำแหน่ง จนเป็นเหตุให้พลเอกชัยสิทธิ์ ต้องเด้งไปเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดนั้น ต้องฟังความอีกด้านจากคนในยุคนั้น

ความอีกด้านบอกว่า ปี 2547 เป็นปีที่ไฟใต้กำลังลุกโชน นับจากเหตุปล้นปืนในเดือนมกราคม ต่อเนื่องด้วยเหตุการณ์ที่มัสยิดกรือเซะในเดือนเมษาฯ สถานการณ์ในห้วงเวลานั้นสั่นคลอนตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกของพลเอกชัยสิทธิ์อยู่แล้ว

เพราะพลเอกชัยสิทธิ์ถูกมองว่าโตมาจากทหารพัฒนา ไม่ใช่ทหารนักรบ ไม่เหมาะที่จะควบคุมสถานการณ์ในห้วงเวลานั้น

พลเอกประวิตร ที่ผ่านสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชามาตลอดการรับราชการทหาร จึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด ทั้งจากการเสนอชื่อของ พลเอกเชษฐา ฐานะจาโร รัฐมนตรีว่ากระทรวงกลาโหม ที่คุ้นมือกันดีกับพลเอกประวิตร ตั้งแต่ครั้งที่ พลเอกเชษฐา เป็นเสนาธิการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ และเป็นแม่ทัพภาคที่ 1

ยังไม่นับถึงสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นทั้ง คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ,คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์  และนายเสนาะ  เทียนทอง

เพราะแค่เกาะโต๊ะ คงไม่ทำให้คนอย่างทักษิณ ชินวัตร คนที่เป็นนักบริหารมือทอง ยกตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกให้เป็นแน่

แต่หากเพราะการแสดงวิสัยทัศน์ ในการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ ที่เข้าตาทักษิณต่างหาก พลเอกประวิตรถึงมีวันนั้น และยาวนานมาจนถึงวันนี้

และตลอดหนึ่งปีของการเป็นผู้บัญชาการทหารบก พลเอกประวิตร พร้อมพลเอกสนธิ บุญยรัตนกลิน ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น แทบจะใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้  เพื่อวางแผนยุทธการในการแก้ปัญหา รวมถึงวางกำลังเพื่อคุมพื้นที่ก่อนที่สถานการณ์จะขยายตัวออกไปมากขึ้น

และนี่คือ เรื่องราวที่เกิดขึ้นในกอไผ่ ความจริงสองด้านของวลีเด็ด “เกาะโต๊ะขอตำแหน่ง”ที่ฮือฮาที่สุดในห้วงเวลานี้

และจุดเปลี่ยนครั้งนั้น แม้จะเป็นผู้บัญชาการทหารบกเพียงปีเดียว แต่มีหลายอย่างที่พลเอกประวิตรวางรากฐานเอาไว้ จนเป็นขุมกำลังสำคัญที่เป็นฐานอำนาจของพลเอกประวิตรในวันนี้

 

 

 

 

 

 

เพิ่มเราเป็นเพื่อน ข่าว ข่าวด่วน ทันเหตุการณ์ทุกวัน @springnews
เพิ่มเพื่อน