svasdssvasds

LVMH บริษัทแม่ Louis Vuitton ยอดขายทุบสถิติใหม่ ขายดีไม่แคร์เศรษฐกิจโลก

LVMH บริษัทแม่ Louis Vuitton ยอดขายทุบสถิติใหม่ ขายดีไม่แคร์เศรษฐกิจโลก

LVMH บริษัทยักษ์ใหญ่เจ้าของแบรนด์หรูระดับโลก อย่าง Louis Vuitton, Dior, Givenchy, Loewe ฯลฯ เรียกได้ว่าเหล่าแบรนด์ดังมารวมกันอยู่ที่นี่แล้ว จากผลประกอบการที่โตขึ้นจนฉุดไม่อยู่ ทำให้ Bernard Arnault เจ้าของอาณาจักรแห่งนี้เป็นมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลกไปเป็นที่เรียบร้อย

LVMH อาณาจักรสินค้าแบรนด์เนมของเบอร์นาร์ด อาร์โนลต์ เปิดเผยผลประกอบการปี 2023 ที่ขายดีจนทุบทำลายสถิติใหม่ แบบไม่แคร์เศรษฐกิจโลก ที่หลายประเทศต้องประกาศขึ้นดอกเบี้ยรัวๆ เพราะประสบปัญหาเงินเฟ้อทะยานทะลุฟ้า อีกทั้งหลังการเปิดเผยผลประกอบการอันยอดเยี่ยม หุ้นของ LVMH ก็ปรับตัวสูงขึ้น จนส่งให้เบอร์นาร์ด กลายเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกแซงหน้าอีลอน มัสก์ 

ที่น่าสนใจคือ ในการประกาศผลประกอบการปี 2023 เบอร์นาร์ดยังประกาศว่า  เฟรดเดริก อาร์โนลต์ประธานกรรมการบริหารของ TAG Heuer แบรนด์นาฬิกาสุดหรูในเครือ ผู้เป็นลูกชายของเขาและคนสนิทของ “ลิซ่า” จะเข้าร่วมบอร์ดบริหาร LVMH ด้วย

เครดิต : www.louisvuitton.com

LVMH ทุบสถิติใหม่

เมื่อวันที่ 25 มกราคมที่ผ่านมา LVMH ผู้ผลิตสินค้าแบรนด์หรูระดับโลก ประกาศผลประกอบการและกำไรประจำปี 2023 ทุบทำลายสถิติใหม่ โดยยอดขายทั้งหมดของ LVMH ซึ่งต้องใช้คำว่า อาณาจักร เนื่องจากมีแบรนด์ในเครือประมาณ 75 แบรนด์ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 9 เปอร์เซ็นต์ อยู่ที่ 94,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 3.3 ล้านล้านบาท และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 8 เปอร์เซ็นต์ อยู่ที่ 588,341 ล้านบาท โดยตัวเลขทั้งยอดขายและกำไรสุทธินับเป็นสถิติใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน

เบอร์นาร์ด อาร์โนลต์ ซีอีโอของ LVMH เปิดเผยในแถลงการณ์ว่า ผลงานของเราในปี 2023 แสดงให้เห็นถึงแรงดึงดูดอันยอดเยี่ยมของแบรนด์เรา และความสามารถในการจุดประกายการออกแบบ แม้ว่าจะเป็นปีที่ได้รับผลกระทบจากความท้าทายด้านเศรษฐกิจและภูมิศาสตร์การเมืองก็ตาม เราเข้าสู่ปี 2024 ด้วยความมั่นใจ ได้รับแรงสนับสนุนจากแบรนด์ของเราอันเป็นที่ชื่นชอบ และทีมงานที่ทำงานอย่างคล่องแคล่วว่องไว

LVMH บริษัทแม่ Louis Vuitton ยอดขายทุบสถิติใหม่ ขายดีไม่แคร์เศรษฐกิจโลก

สำหรับผลงานอันยอดเยี่ยมของ LVMH เป็นผลมาจากแบรนด์หรูทั้งหลายที่มีอยู่ราว 75 แบรนด์ แบ่งแยกย่อยได้หลายประเภท อย่าง

  • แฟชั่นและเครื่องหนัง เช่น Louis Vuitton , Dior , Marc Jacaobs, Fendi  และ Givenchy เป็นต้น
  • เครื่องประดับและนาฬิกา เช่น Tiffany & Co, Chaumet, Bulgary, Tag Heuer, Zenith เป็นต้น
  • น้ำหอมและเครื่องสำอาง เช่น Acqua di Parma , Guerlain, Fenty Beauty by Rihanna เป็นต้น

จริงๆแล้วในช่วงปีที่ผ่านมา ยอดขายของสินค้าแบรนด์เนมเริ่มชะลอตัวลง เนื่องจากความต้องการเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ หลังทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มฟื้นตัวในยุคหลังการระบาดหนักของโควิด 19 และเศรษฐกิจของบางประเทศก็เริ่มชะงักเนื่องจากได้รับผลกระทบจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งหลายประเทศจำเป็นต้องทำเช่นนั้นเพื่อรับมือกับปัญหาเงินเฟ้อที่ทะยานไม่หยุด

อุตสาหกรรมสินค้าฟุ่มเฟือยส่งสัญญาณแบบผสมผสานกันไปในช่วงปีที่ผ่านมา อย่างเช่น Burberry แบรนด์หรูสัญชาติอังกฤษ เพิ่งจะประกาศคำเตือนเรื่องผลประกอบการ เพราะความต้องการตลาดเริ่มชะลอตัวลง ขณะที่สินค้าในเครือ Richemont สัญชาติสวิสเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์ดังอย่าง Cartier ชี้ว่า ยอดขายก็ยังคงเติบโตในปีที่ผ่านมา

ส่วน Kering เจ้าของแบรนด์ดัง Gucci แบรนด์เนมสัญชาติฝรั่งเศส คู่แข่งของ LVMH กำลังจะเปิดเผยรายงานตัวเลขผลประกอบการของปี 2023 ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ และ Hermes ก็จะเปิดเผยผลประกอบการในเดือนหน้าเช่นกัน

นอกเหนือจากสินค้าประเภทเสื้อผ้าและเครื่องหนัง LVMH ยังมียอดขายสินค้าอื่นๆที่เติบโตด้วยดี ทั้งน้ำหอม เครื่องสำอาง นาฬิกา และเครื่องประกับ ส่วนสินค้าจำพวกไวน์และเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์เป็นเพียงประเภทเดียวที่มียอดขายลดลง

LVMH เปิดเผยตัวเลขผลประกอบการทั้งหมดโดยแยกเป็นประเภทสินค้า ไม่ได้แบ่งตามแบรนด์ ดังนั้นจึงไม่ทราบแน่ชัดว่าในบรรดาแบรนด์ดังทั้งหมด แบรนด์ใดกันแน่ที่ทำกำไรสูงสุด

หลังการเปิดเผยผลประกอบการ เบอร์นาร์ด อาร์โนลต์ ซีอีโอวัย 74 ปี ยังได้ประกาศว่า ลูกชายอย่างอเล็กซานเดอร์ วัย 31 ปี และเฟรดเดริก วัย 29 ปี  จะเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นและเข้าร่วมบอร์ดบริหาร ซึ่งชื่อของเฟรดเดริกนั้นคุ้นหูในบรรดาแฟนคลับ k pop และชาวไทยเป็นอย่างดีเพราะมีข่าวว่าเขาเดทอยู่กับ “ลิซ่า” ศิลปิน K-pop สาวชาวไทย นอกจากนี้ หนึ่งวันหลังการประกาศผลประกอบการปี 2023 หุ้นของ LVMH ก็ทะยานขึ้นกว่า 8 เปอร์เซ็นต์ในเช้าวันศุกร์ที่ 26 มกราคมทันที

เครดิต : pexels

ทำไมยุคโควิดทำอะไรสินค้าแบรนด์เนมไม่ได้

ในช่วงการระบาดของโควิด 19 สินค้าหลากหลายประเภทประสบปัญหา และต้องพยายามอย่างหนักเพื่อจะให้เอาตัวรอดไปได้ แต่สำหรับสินค้าแบรนด์เนมทั้งหลาย กลับขายดี จนเรียกได้ว่า โควิดทำอะไรไม่ได้เลย

เนล ซอนเดอร์ ผู้อำนวยการจัดการบริษัทโกลบอลเดตา ซึ่งเป็นผู้ให้คำปรึกษาและวิเคราะห์การค้า เปิดเผยว่า มีสองเหตุผลหลักๆที่ทำให้สินค้าแบรนด์เนมขายดีในช่วงโควิดระบาด นั้นก็คือ เศรษฐกิจ และจิตวิทยา

เหตุผลแรก เพราะเศรษฐกิจ เนลให้เหตุผลว่า บรรดาคนรวยทั้งหลายก็มักจะซื้อสินค้าแบรนด์เนมเป็นปกติอยู่แล้ว โดยที่ไม่ได้มองป้ายราคาด้วยซ้ำไป ตลาดอุตสาหกรรมแบรนด์เนมมักถูกมองว่า เป็นตลาดที่ยืดหยุ่น เนื่องจากไม่ค่อยได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพเศรษฐกิจเท่าไหร่ ไม่เหมือนอุตสาหกรรมอื่น

เหตุผลที่สอง คือ จิตวิทยา เพราะแรงจูงใจในการซื้อสินค้าแบรนด์เนมคือสถานะทางสังคม ยิ่งราคาแพง คนที่ซื้อก็รู้สึกถึงสถานะทางสังคมที่สูงขึ้น

ยังมีคำอธิบายอีกมากมายถึงเหตุผลที่ทำให้แบรนด์เนมขายดี เนื่องจากในช่วงโควิด 19 สินค้าแบรนด์เนมก็หันไปเปิดขายทางช่องทางออนไลน์มากขึ้น ซึ่งตามปกติแล้ว บางแบรนด์ สินค้าจะหายากและไม่ใช่ทุกคนก็ซื้อได้ ลูกค้าอาจต้องไปรอต่อแถวเป็นเวลานาน แต่เมื่อช่องทางการซื้อง่ายขึ้น สะดวกขึ้น ผู้คนก็นิยมหันไปซื้อหามากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีเหตุผลที่ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่เหตุผล แต่มันคือความจริง นั่นก็คือผู้คนรักความหรูหรา สินค้าแบรนด์เนมมักใช้วัสดุที่ดี และการตัดเย็บที่ยอดเยี่ยม ทำให้ราคาไม่ตก อีกทั้งในช่วงที่ผู้คนรู้สึกถึงความยากลำบากต่างๆในช่วงการระบาดของโควิด 19 หนักๆ ผู้คนก็อาจจะอยากจะปลอบประโลมจิตใจตัวเองด้วยกระเป๋าแบรนด์เนมสักใบ

เครดิต : Reuters

LVMH ส่ง เบอร์นาร์ด อาร์โนลต์ กลายเป็นมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลก

ไม่น่าแปลกใจที่เบอร์นาร์ด อาร์โนลต์จะสามารถแซงหน้าอีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีเจ้าของ Tesla และ SpaceX เนื่องจากสินค้าแบรนด์เนมขายดีเป็นเทน้ำเทท่าในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด 19 แม้ว่าในช่วงปี 2023 ที่ผ่านมา ความต้องการสินค้าแบรนด์เนมเริ่มชะลอตัวลง เนื่องจากเศรษฐกิจเริ่มขะลอตัวลงในตลาดสำคัญอย่างจีน และสหรัฐฯ นอกจากนี้ ยังมีปัญหาความไม่สงบเรื่องภูมิศาสตร์การเมืองโลกด้วย

แต่สินค้าประเภทแฟชั่นและเครื่องหนังของ LVMH ยังคงขายดี และครองส่วนแบ่งทางการตลาดโลก โดยเฉพาะยอดขายในเอเชีย รวมถึงในจีน ซึ่งยอดขายคิดเป็น 31 เปอร์เซ็นต์ของทั่วโลก ส่งผลทำให้ LVMH หันมาทำตลาดในจีนมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

และจากการตรวจสอบพบว่า เบอร์นาร์ด อาร์โนลท์กลายเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของโลก โดยเว็บไซต์ของ Forbes ได้จัดอันดับมหาเศรษฐีแบบเรียลไทม์ ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2024 ทรัพย์สินโดยรวมของเบอร์นาร์ดอยู่ที่ 207,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 7.3 ล้านล้านบาท

 

ที่มา : Channel News Asia / Jing Daily / The Street / TRT World / VOX / Forbes

 

เนื้อหาที่น่าสนใจ :