
SHORT CUT
State of Influencer Marketing Report 2026 (APAC) ฉบับล่าสุดจาก AnyMind Group บริษัทเทคโนโลยีเพื่อธุรกิจ (BPaaS) ชั้นนำ ได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกจากกว่า 7,000 แคมเปญ และอินฟลูเอนเซอร์กว่า 1.1 ล้านรายใน 10 ตลาดเอเชียแปซิฟิก ชี้ให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนสำคัญที่แบรนด์ต่างๆ ต้องปรับตัว หากต้องการความอยู่รอดในสมรภูมิอีคอมเมิร์ซยุคใหม่
ภูมิทัศน์ของการตลาดดิจิทัลในเอเชียแปซิฟิกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เมื่อ "อินฟลูเอนเซอร์" ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสร้างการรับรู้ (Awareness) อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนรายได้ การสร้างความเชื่อมั่น และกระตุ้นการตัดสินใจซื้ออย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในประเทศไทยที่แพลตฟอร์มอย่าง TikTok กำลังก้าวขึ้นมามีบทบาทนำในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้
รายงาน State of Influencer Marketing Report 2026 (APAC) ฉบับล่าสุดจาก AnyMind Group บริษัทเทคโนโลยีเพื่อธุรกิจ (BPaaS) ชั้นนำ ได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกจากกว่า 7,000 แคมเปญ และอินฟลูเอนเซอร์กว่า 1.1 ล้านรายใน 10 ตลาดเอเชียแปซิฟิก ชี้ให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนสำคัญที่แบรนด์ต่างๆ ต้องปรับตัว หากต้องการความอยู่รอดในสมรภูมิอีคอมเมิร์ซยุคใหม่
เมื่อซูมดูภาพรวมของประเทศไทย รายงานฉบับนี้ชี้ชัดว่า ไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ TikTok ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็น "ทางหลัก" ของการตลาดอินฟลูเอนเซอร์ ด้วยสัดส่วนการใช้งานในแคมเปญการตลาดสูงถึง 66% ทิ้งห่างแพลตฟอร์มดั้งเดิมอย่าง Instagram และ Facebook
ตัวเลขนี้สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทยที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง TikTok ได้พัฒนาจากการเป็นเพียงพื้นที่ไวรัลคลิปเต้น กลายเป็นระบบนิเวศที่เชื่อมโยง "ความบันเทิง" "คอมมูนิตี้" และ "การค้า (Commerce)" เข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ เอื้อให้เกิดการตัดสินใจซื้อได้ในทันทีที่รับชมคอนเทนต์
อุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนตลาดไทย:
• อาหารและเครื่องดื่ม: ครองแชมป์การใช้อินฟลูเอนเซอร์สูงสุดเกือบ 40%
• แฟชั่นและความงาม: ตามมาเป็นอันดับสอง โดยอาศัยคอนเทนต์รีวิวและการ "ป้ายยา" เพื่อกระตุ้นความต้องการซื้อ
จุดที่น่าสนใจที่สุดในตลาดไทยคือ "ขนาด" ของอินฟลูเอนเซอร์ ข้อมูลระบุว่ากลุ่ม Nano และ Micro Influencers (ผู้ติดตามไม่สูงมาก) กลับสร้างอัตราการมีส่วนร่วม (Engagement) ได้สูงกว่าอินฟลูเอนเซอร์ระดับ Macro อย่างมีนัยสำคัญ
ปรากฏการณ์นี้บ่งบอกว่า คนไทยโหยหา "ความจริงใจ" (Authenticity) และ "ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน" มากกว่าชื่อเสียง ความใกล้ชิดที่เหมือนเพื่อนคุยกับเพื่อนของอินฟลูเอนเซอร์กลุ่มเล็กเหล่านี้ สามารถเจาะลึกเข้าถึงจิตใจและกระตุ้นการตัดสินใจซื้อได้มีประสิทธิภาพกว่าดาราเบอร์ใหญ่ นี่คือการเปลี่ยนผ่านจากเน้นการมองเห็น ไปสู่การเน้นผลลัพธ์แบบ Full-funnel ตั้งแต่รับรู้ไปจนถึงการกดสั่งซื้อผ่าน Social Commerce
ภาพรวมในระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกสอดคล้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นในไทย คือการเปลี่ยนบทบาทของอินฟลูเอนเซอร์จาก "ไม้ประดับ" ในช่วงต้นของกรวยการตลาด (Customer Funnel) มาเป็น "ผู้เล่นหลัก" ที่ต้องรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ทางธุรกิจ (ROI)
ข้อมูลเปรียบเทียบย้อนหลัง 3 ปี (2023-2025) ยืนยันแนวโน้มนี้ โดยในปี 2025 แคมเปญที่เน้นผลลัพธ์เชิงธุรกิจ (Outcome-driven) มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 42.47% ของแคมเปญทั้งหมด (เพิ่มขึ้นจาก 30.67% ในปี 2024)
แบรนด์ต่างๆ กำลังมองอินฟลูเอนเซอร์ในฐานะพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจที่ต้องพิสูจน์ความคุ้มค่าของเม็ดเงินโฆษณา ไม่ใช่แค่จ้างเพื่อความสวยงาม แต่ต้องสร้างความเชื่อมั่นและปิดการขายได้จริง
อุมามณฑ์ ศิริลักษณาพร Chief Commercial Officer (CCO) ประเทศไทย ของ AnyMind Group ให้ความเห็นต่อทิศทางที่จะเกิดขึ้นในอนาคตไว้อย่างน่าสนใจว่า:
“อินฟลูเอนเซอร์ไม่ได้มีอิทธิพลต่อการการตัดสินใจซื้อ ของผู้บริโภคเพียงช่วงใดช่วงหนึ่งอีกต่อไป ในปี 2026 เราจะเห็นอินฟลูเอนเซอร์มีอิทธิพลมากขึ้นกับวิธีที่ผู้บริโภคค้นหาสินค้า เชื่อมั่นในสินค้า และตัดสินใจ ซื้อสินค้า”
เธอยังเสริมด้วยว่า การตลาดอินฟลูเอนเซอร์จะสร้างมูลค่าสูงสุดก็ต่อเมื่อถูกผนวกเข้าไปในทุกขั้นตอนของเส้นทางผู้บริโภค โดยมีเป้าหมายผลลัพธ์ที่วัดผลได้ชัดเจน ไม่ใช่การทำงานแบบแยกส่วนอีกต่อไป
แม้กระแสการมุ่งเน้นผลลัพธ์จะเป็นทิศทางเดียวกันทั้งภูมิภาค แต่เครื่องมือที่ใช้กลับมีความแตกต่างกันตามพฤติกรรมท้องถิ่น:
TikTok ครองอาเซียน: นอกจากไทย (66%) แล้ว ฟิลิปปินส์ (64.3%) และเวียดนาม (62.9%) ก็เป็นฐานที่มั่นสำคัญของ TikTok ที่เน้นคอนเทนต์สั้นและรวดเร็ว
Instagram ยังแข็งแกร่งในเอเชียตะวันออก: ในทางตรงกันข้าม ไต้หวัน (57.7%) และญี่ปุ่น (56.4%) ยังคงยึดมั่นใน Instagram เป็นแพลตฟอร์มหลัก แม้ TikTok จะเริ่มเติบโตขึ้นในญี่ปุ่นหลังการเปิดตัว TikTok Shop ก็ตาม
มาเลเซีย สมรภูมิลูกผสม: เป็นตลาดที่มีความสมดุลระหว่าง Instagram (47.7%) และ TikTok (44.4%) มากที่สุด
เมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2026 เส้นแบ่งระหว่าง "สื่อ" และ "ร้านค้า" จะจางหายไปจนแทบมองไม่เห็น การตลาดอินฟลูเอนเซอร์ได้เข้าสู่ระยะเติบโตเต็มที่ (Maturity Stage) ซึ่งแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จจะไม่ใช่วัดกันที่ยอดวิวหรือยอดไลก์อีกต่อไป
.
แต่จะเป็นแบรนด์ที่สามารถใช้อินฟลูเอนเซอร์เป็นสะพานเชื่อม "ความเชื่อมั่น" ไปสู่ "ยอดขาย" ได้อย่างแนบเนียน โดยใช้ข้อมูลตัวชี้วัดที่แม่นยำในการวางกลยุทธ์ เพื่อเปลี่ยนผู้ชมให้กลายเป็นลูกค้าในที่สุด
ข่าวที่เกี่ยวข้อง