svasdssvasds

สงครามพ่นพิษ! ธุรกิจไทยชะงัก-หยุดผลิต เม็ดพลาสติกขาด-เหล็กแพง ก่อสร้างระส่ำ

สงครามพ่นพิษ! ธุรกิจไทยชะงัก-หยุดผลิต เม็ดพลาสติกขาด-เหล็กแพง ก่อสร้างระส่ำ

สงครามพ่นพิษ! พาส่องธุรกิจไทยมีธุรกิจไหน บริษัทอะไรเริ่มชะงัก-หยุดผลิต เม็ดพลาสติกขาด-เหล็กแพง ก่อสร้างระส่ำ

SHORT CUT

  • สงครามตะวันออกกลางกระทบซัพพลายวัตถุดิบความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซทำให้ห่วงโซ่อุปทานพลังงานสะดุด ส่งผลให้วัตถุดิบอุตสาหกรรมหลายชนิดเริ่มตึงตัว
  • ภาคการผลิตไทยเริ่มได้รับผลกระทบSCC ต้องหยุดโรงงานโอเลฟินส์ชั่วคราว ขณะที่ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างมาม่าเริ่มเจอปัญหาฟิล์มพลาสติกสำหรับบรรจุภัณฑ์
  • เสี่ยงลามสู่ก่อสร้าง หากราคาเหล็กพุ่งหากสงครามยืดเยื้อและราคาพลังงานสูงขึ้น อาจดันราคาเหล็กเพิ่ม กระทบต้นทุนก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ในไทย

สงครามพ่นพิษ! พาส่องธุรกิจไทยมีธุรกิจไหน บริษัทอะไรเริ่มชะงัก-หยุดผลิต เม็ดพลาสติกขาด-เหล็กแพง ก่อสร้างระส่ำ

ท่ามกลางความตึงเครียดของสงครามในตะวันออกกลางที่ยังยืดเยื้อ ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภูมิรัฐศาสตร์หรือราคาพลังงานเท่านั้น แต่เริ่มลามมาสู่ภาคธุรกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรม หลายอุตสาหกรรมต้องเผชิญต้นทุนการผลิตที่ผันผวนและห่วงโซ่อุปทานที่สะดุด บางโรงงานจำเป็นต้องชะลอหรือหยุดสายการผลิตชั่วคราว ขณะที่ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยกำลังเผชิญภาวะวัตถุดิบตึงตัว โดยเฉพาะ 'เม็ดพลาสติก' และ 'บรรจุภัณฑ์' ที่เริ่มขาดแคลนจากผลกระทบด้านพลังงานและการขนส่ง

ขณะเดียวกันสัญญาณใหม่ที่หลายฝ่ายเริ่มจับตาอย่างใกล้ชิด คือแนวโน้ม 'ราคาเหล็ก' ในตลาดโลกที่มีทิศทางปรับตัวสูงขึ้น หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจส่งแรงกระเพื่อมไปยังอุตสาหกรรมก่อสร้างของไทย ซึ่งพึ่งพาเหล็กเป็นวัตถุดิบหลัก ทั้งในโครงการอสังหาริมทรัพย์ โครงสร้างพื้นฐาน และงานก่อสร้างภาคเอกชน

คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า หากสงครามยังไม่คลี่คลาย ผลกระทบที่กำลังก่อตัวในวันนี้ จะลุกลามกลายเป็นแรงกดดันครั้งใหม่ต่อภาคธุรกิจและเศรษฐกิจไทยมากเพียงใด และผู้ประกอบการจะตั้งรับกับต้นทุนที่พุ่งขึ้นและซัพพลายที่ตึงตัวได้อย่างไรในระยะต่อไป

วันนี้ #SPRiNG พามาสำรวจภาคธุรกิจไทยว่าใครเริ่มได้รับผลกระทบจากสงคราม และราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องบ้าง มาเริ่มที่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า บริษัทจำเป็นต้อง หยุดเดินเครื่องโรงงานโอเลฟินส์ของบริษัท ระยองโอเลฟินส์ จำกัด (ROC) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยในกลุ่มธุรกิจเคมิคอลส์เป็นการชั่วคราว หลังสถานการณ์ความตึงเครียดจากสงครามอิหร่านในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานวัตถุดิบสำคัญในการผลิต

หนังสือชี้แจงลงวันที่ 10 มีนาคม 2569 ลงนามโดย นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ SCC ระบุว่า ความตึงเครียดบริเวณ ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญของโลก ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อระบบโลจิสติกส์และซัพพลายเชนพลังงาน ส่งผลให้การจัดหาวัตถุดิบสำหรับโรงงานเคมิคอลส์เผชิญข้อจำกัดมากขึ้น

วัตถุดิบที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ นาฟทา (Naphtha) และโพรเพน (Propane) ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตโอเลฟินส์ โดยบริษัทประเมินว่า ความไม่แน่นอนของสถานการณ์และแนวโน้มที่อาจยืดเยื้อ ทำให้วัตถุดิบบางส่วนไม่สามารถขนส่งมายังประเทศไทยได้ตามแผน

ด้วยเหตุนี้ บริษัทจึงตัดสินใจ หยุดการผลิตของโรงงาน ROC เป็นการชั่วคราว เพื่อบริหารจัดการสถานการณ์ พร้อมทั้งได้ประกาศ เหตุสุดวิสัย (Force Majeure) ต่อคู่ค้าและลูกค้าตามเงื่อนไขในสัญญา

SCC ประเมินว่า การหยุดเดินเครื่องดังกล่าวจะส่งผลต่อต้นทุนราว 150 ล้านบาทต่อเดือน อย่างไรก็ตาม โรงงาน ROC ถือเป็นโรงงานที่มีประสิทธิภาพสูง โดยนำเทคโนโลยี Automation และ Digitalization มาใช้ในการดำเนินงาน จึงยังสามารถควบคุมต้นทุนและบริหารจัดการผลกระทบได้ในระดับหนึ่ง

บริษัท ระบุว่า กลุ่มธุรกิจเคมิคอลส์ยังคงติดตามสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด และปรับแผนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับความผันผวนที่เกิดขึ้น โดยคำนึงถึงลูกค้าและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเป็นสำคัญ

ทั้งนี้ การหยุดโรงงาน ROC ไม่กระทบต่อการดำเนินงานของโรงงานอื่นในกลุ่มเคมิคอลส์ รวมถึงธุรกิจอื่นของเอสซีจี ซึ่งยังคงดำเนินงานได้ตามปกติ ในด้านฐานะการเงิน SCC ระบุว่า บริษัทมีความแข็งแกร่งและมีสภาพคล่องเพียงพอรองรับความไม่แน่นอน หากสถานการณ์ยืดเยื้อ โดยในปี 2568 บริษัทมี Adjusted EBITDA รวม 55,012 ล้านบาท ขณะที่กลุ่มธุรกิจเคมิคอลส์มีสัดส่วนประมาณ 4,000 ล้านบาท

เอสซีจี ระบุว่า การหยุดเดินเครื่องครั้งนี้เป็นเพียงมาตรการชั่วคราว และยัง ไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อภาพรวมธุรกิจของบริษัท พร้อมย้ำว่าจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และจะแจ้งความคืบหน้าให้ตลาดหลักทรัพย์และผู้เกี่ยวข้องทราบต่อไป

มาดูอีกเจ้าคือ ‘พันธ์ พะเนียงเวทย์’ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ‘มาม่า’ เปิดเผยว่า ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเริ่มเห็นสัญญาณผิดปกติในตลาดวัตถุดิบ โดย ซัพพลายเออร์ฟิล์มพลาสติกบางรายหยุดรับคำสั่งซื้อชั่วคราว ทำให้ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ต้องประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ฟิล์มพลาสติกที่ใช้ทำซองบรรจุสินค้า มีวัตถุดิบตั้งต้นจาก เม็ดพลาสติก ซึ่งเชื่อมโยงกับต้นทุนพลังงานและอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เมื่อราคาน้ำมันและพลังงานผันผวนจากสถานการณ์สู้รบระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่าน จึงเริ่มกระทบต่อซัพพลายของวัตถุดิบในตลาด

แม้ต้นทุนที่ปรับสูงขึ้นจะเป็นความท้าทายสำหรับผู้ประกอบการ แต่สิ่งที่ภาคธุรกิจกังวลมากกว่าคือ ความเสี่ยงวัตถุดิบขาดแคลน เพราะหากมีวัตถุดิบอาหารครบ แต่ไม่มีบรรจุภัณฑ์สำหรับห่อสินค้า ก็ไม่สามารถนำสินค้าออกจำหน่ายได้เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอน บริษัทจึงปรับแผนการผลิต โดยให้ความสำคัญกับ สินค้าที่มียอดขายสูง เช่น มาม่ารสต้มยำกุ้ง และหมูสับ ขณะที่สินค้าที่หมุนเวียนช้าจะลดการผลิตเพื่อเก็บสต๊อกระยะยาว และใช้ฟิล์มเท่าที่จำเป็น เพื่อให้การผลิตสินค้าหลักเดินหน้าต่อได้

ในมุมของตลาดผู้บริโภค แม้จะมีความกังวลว่าปัญหาบรรจุภัณฑ์อาจนำไปสู่การกักตุนสินค้า แต่ผู้ประกอบการมองว่าโอกาสเกิด Panic Buying ยังไม่สูงนัก เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคในช่วงที่ผ่านมาอยู่ในภาวะค่อนข้างระมัดระวังอย่างไรก็ตาม หากปัญหาวัตถุดิบยืดเยื้อ อาจกระทบสินค้าอุปโภคบริโภคหลายกลุ่มที่ใช้บรรจุภัณฑ์แบบซอง ไม่ว่าจะเป็น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนมขบเคี้ยว อาหารสำเร็จรูป ไปจนถึงสินค้าอุปโภคอย่างสบู่และของใช้ประจำวัน

ในระยะสั้น ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังเลือก แบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไว้ก่อน พร้อมติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด เพราะหากสถานการณ์คลี่คลาย ก็อาจช่วยให้ห่วงโซ่อุปทานวัตถุดิบกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ยังต้องจับตาว่าราคาเหล็กจะพุ่งสูงขึ้นจากผลกระทบสงครามทำต้นทุนพลังงงานสูงขึ้น หากเป็นเช่นนั้นจะทำให้อุตสาหกรรมก่อสร้าง และอสังหาริมทรัพย์ไทยได้รับผลกระทบตามมาในเร็วๆนี้

 

related