svasdssvasds

'เอกนิติ' สะท้อนเวทีดาวอส อาเซียนต้องร่วมมือฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ

'เอกนิติ' สะท้อนเวทีดาวอส อาเซียนต้องร่วมมือฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ

ดร.เอกนิติ กล่าวระหว่างการประชุมที่เมืองดาวอส ชี้อาเซียนต้องร่วมมือ เดินเร็ว ทำจริง ฝ่าเศรษฐกิจโลกป่วน เพื่อโอกาสทำมาหากิน

SHORT CUT

  • ดร.เอกนิติ ชี้ว่าเศรษฐกิจอาเซียนกำลังเผชิญความท้าทายจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อม
  • เสนอให้อาเซียนเร่งสร้างความร่วมมือเพื่อเปลี่ยนนโยบายสู่การปฏิบัติจริง โดยเน้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาทักษะแรงงาน และเศรษฐกิจสีเขียวเพื่อฝ่าวิกฤต

ดร.เอกนิติ กล่าวระหว่างการประชุมที่เมืองดาวอส ชี้อาเซียนต้องร่วมมือ เดินเร็ว ทำจริง ฝ่าเศรษฐกิจโลกป่วน เพื่อโอกาสทำมาหากิน

เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เข้าร่วมการประชุม World Economic Forum Annual Meeting 2026 ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส ในฐานะผู้ร่วมอภิปรายหลักในหัวข้อ “Is ASEAN Moving Fast Enough?” ท่ามกลางผู้นำและผู้กำหนดนโยบายด้านเศรษฐกิจจากทั่วโลก

ดร.เอกนิติ กล่าวว่า เศรษฐกิจอาเซียนกำลังเผชิญความท้าทายครั้งสำคัญจากความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์โลก ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทาน ขณะเดียวกันการเข้ามาของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ได้เร่งการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิตและผลิตภาพแรงงานอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำลังผลักดันให้ประเทศต่าง ๆ ต้องปรับตัวสู่เศรษฐกิจสีเขียวอย่างจริงจัง

'เอกนิติ' สะท้อนเวทีดาวอส อาเซียนต้องร่วมมือฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม อาเซียนยังมีศักยภาพและความได้เปรียบจากความเปิดกว้างทางเศรษฐกิจ ความเป็นกลาง และการยึดกติกาการค้าในระดับสากล ท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจเศรษฐกิจโลกที่ทวีความเข้มข้นมากขึ้น โดยสิ่งสำคัญที่สุดในระยะต่อไปคือการเร่งเปลี่ยนจากนโยบายสู่การปฏิบัติจริง ผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน คมนาคม และดิจิทัล ควบคู่กับการพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดรับกับเศรษฐกิจใหม่ และการเสริมศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs ให้สามารถเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตระดับภูมิภาคและระดับโลกได้อย่างเป็นรูปธรรม

'เอกนิติ' สะท้อนเวทีดาวอส อาเซียนต้องร่วมมือฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ

ดร.เอกนิติ ระบุว่า หากอาเซียนสามารถขับเคลื่อนแนวทางดังกล่าวได้อย่างเป็นระบบ จะช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศสมาชิก โดยเฉพาะประเทศไทย ซึ่งจะได้รับประโยชน์จากการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่มีคุณภาพ การยกระดับเศรษฐกิจไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคตและภาคบริการมูลค่าสูง ตลอดจนการเสริมความแข็งแกร่งของระบบเศรษฐกิจในระยะยาว

พร้อมกันนี้ ยังได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการผลักดันความร่วมมือระดับภูมิภาคด้านกฎเกณฑ์ดิจิทัล ความมั่นคงไซเบอร์ และเศรษฐกิจสีเขียว เพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของอาเซียนเป็นไปอย่างทั่วถึง ยั่งยืน และสามารถรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกได้อย่างมั่นคง