
SHORT CUT
เมื่อ AI ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่กลายเป็นความจำเจ สรุปอินไซต์จากหนังสือ จากวงเสวนา A Guide for Thinking Marketers in the Age of AI 'Marketing 7.0' โดย Philip Kotler
ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวกระโดดอย่างรวดเร็ว โลกของการตลาดได้เดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนผ่านอีกครั้งสู่ยุค Marketing 7.0 หรือ 'ยุคที่แบรนด์ต้องเข้าใจลูกค้ามากขึ้น'
หนังสือ Marketing 7.0 โดย Philip Kotler ได้ถูกหยิบมาพูดคุยในวงกูรูนักการตลาด โดย คุณหนุ่ย ณัฐพล จากการตลาดวันละตอน พร้อมด้วย คุณเก่ง สิทธิพงษ์ จาก Creative Talk, ดร. ชาลินี ฮิราโน จาก Far East Fame Line DDB PLC และคุณกอล์ฟ จาก Future Trends
หากย้อนดูวิวัฒนาการของการตลาด เราจะเห็นการปรับตัวมาอย่างต่อเนื่อง จากยุค 5.0 ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและ AI สู่ยุค 6.0 ที่เน้นการเชื่อมต่อโลกออนไลน์และออฟไลน์
จนมาถึงจุดเปลี่ยนในยุค 7.0 นั่นคือ 'คอนเทนต์ที่สร้างจาก AI มักจะมีความสมบูรณ์แบบมากเกินไปจนดูไร้จิตวิญญาณ' ขาดความเชื่อมโยง และทำให้ผลงานของแต่ละแบรนด์ออกมาคล้ายคลึงกันจนหาจุดเด่นไม่ได้
กอล์ฟ ณัฐกร เวียงอินทร์ Future Trends ได้ให้คำนิยามของ Marketing 7.0 ไว้อย่างน่าสนใจว่า "การตลาดที่มีผู้ช่วยเป็น AI แต่มีหัวใจเป็นมนุษย์"
โครงสร้าง 5 มิติ 'Marketing 7.0' ไม่ใช่แค่การนำเทคโนโลยีมาใช้แทนคน แต่คือการ 'คิดใหม่ทั้งระบบ' เพื่อขยายศักยภาพมนุษย์ให้คิดได้เร็ว ลึก และแม่นยำขึ้น ผ่าน 5 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่
สมองส่วนความสนใจ (Attention Brain) : ผู้บริโภคในยุคนี้มีแนวโน้มปิดกั้นโฆษณาที่ดูสมบูรณ์แบบเกินจริง ทางออกคือการใช้กลยุทธ์ 'Lo-Fi Content' หรือคอนเทนต์ที่ดูดิบ เรียบง่าย ไม่ต้องจัดแสงเป๊ะ หรือแม้แต่การถ่ายวิดีโอจากกล้องมือถือที่สั่นไหวเล็กน้อย สิ่งเหล่านี้กลับส่งผ่าน 'ความเป็นมนุษย์' และสร้างความรู้สึกจริงใจได้มากกว่า
สมองส่วนสังคม (Social Brain) : มนุษย์มักเชื่อมโยงกับผู้ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับตนเอง แบรนด์จึงควรหันมาให้ความสำคัญกับ Micro หรือ Nano Influencer เพื่อกระตุ้นเซลล์ประสาท ทำให้ผู้บริโภครู้สึกเข้าถึงง่ายและอินกับแบรนด์ได้ลึกซึ้งขึ้น
สมองส่วนรางวัล (Reward Brain) : ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายก้อนใหญ่ แบรนด์สามารถกระตุ้นการตัดสินใจซื้อได้ด้วยการสร้าง 'Dopamine Hits' หรือการให้รางวัลเล็กๆ น้อยๆ แก่ลูกค้า (Lipstick Effect) เพื่อเยียวยาจิตใจและทำให้การจับจ่ายเป็นเรื่องง่ายขึ้น
ดร. ชาลินี ชี้ให้เห็นว่า การยิงแอดอาจสร้างตัวเลขได้ แต่ไม่สามารถสร้างความไว้ใจได้เท่ากับการสร้างสายใยทางอารมณ์ ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของคุณเก่ง ที่ระบุว่า 'สมองของมนุษย์จะจดจำอารมณ์ความรู้สึกได้ยาวนานกว่าตัวเลขโปรโมชั่น'
ความท้าทายสูงสุดของนักการตลาดในยุค 7.0 คือความขัดแย้งระหว่างการหวังผลระยะสั้น (Performance Marketing) และการสร้างแบรนด์ระยะยาว (Brand Building) แม้ AI จะทรงพลังในการสร้างยอดขายและจัดการข้อมูล
'แต่สิ่งที่ AI ไม่สามารถทำแทนมนุษย์ได้' คือการสร้าง 'Brand Trust' หรือความผูกพันทางอารมณ์และความน่าเชื่อถือ แบรนด์ที่แท้จริงจึงต้องรักษาสมดุลระหว่างสองสิ่งนี้ หรือที่เรียกว่ากลยุทธ์ 'Brand-formance' เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนในยุคที่เทคโนโลยีและหัวใจคนต้องเดินเคียงคู่กัน
'AI' อาจจะเก่งเรื่อง 'ข้อมูล' แต่แบรนด์จะชนะคู่แข่งได้ด้วย 'ความเข้าใจ'
นักการตลาดต้องแปลงข้อมูลเป็น Insight เพื่อตอบให้ได้ว่า "ลูกค้ารู้สึกอะไร กลัวอะไร และคาดหวังอะไร" พร้อมออกแบบ Customer Journey ให้ลื่นไหล ไร้รอยต่อระหว่างโลกออนไลน์และออฟไลน์
'ในยุคที่ใครก็ใช้ AI สร้างคอนเทนต์ได้มหาศาล ความน่าเชื่อถือกลายเป็นสิ่งที่มีมูลค่ามากที่สุด' แบรนด์ต้องรักษาสมดุลระหว่าง การทำยอดขายระยะสั้นและการสร้างแบรนด์ระยะยาว ซึ่งเรียกว่า 'จุดยืน' (Brand Purpose) ต้องจับต้องได้และสะท้อนผ่านการกระทำจริง
ท้ายที่สุดเทรนด์การตลาดปี 2026 หรือ 'Marketing 7.0' ผู้ที่ชนะคือ 'คนที่เข้าใจมนุษย์ลึกกว่า และใช้ AI ได้ฉลาดกว่านั่นเอง'