
SHORT CUT
เมื่อการแข่งขันของแบรนด์สกินแคร์พุ่งสูงขึ้น ประกอบการปัญหาข้อมูลปลอมที่กระจายทั่วโซเชียลมีเดีย ทำให้แบรนด์เริ่มถึง หมอ นักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญ เข้ามาร่วมงานมากขึ้น เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ
ทุกวันนี้ในตลาดของ 'แบรนด์สกินแคร์' เรียกได้ว่าต้องเจอปัญหาข้อมูลปลอมกันอยู่ไม่น้อย ด้วยความที่โซเชียลมีเดียได้รับความนิยม และใครๆ ก็สามารถเป็นอินฟลูเอนเซอร์ได้ ทำให้แบรนด์ต้องมองหาสิ่งที่จะกลายเป็นจุดแข็งในเรื่องของ 'ความน่าเชื่อถือ' และคำตอบของบางแบรนด์ก็คือ การร่วมงานกับผู้เชี่ยวชาญที่มีใบรับรอง เช่น นักวิทยาศาสตร์และแพทย์ผิวหนัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค
ทำให้ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้กลายมาเป็นตัวแทนหลักในธุรกิจสกินแคร์ แม้อิทธิพลบนโซเชียลมีเดียของพวกเขาอาจจะเริ่มแผ่วลง เนื่องจากตลาดอินฟลูเอนเซอร์มีการแข่งขันสูง แต่ในมุมของแบรนด์ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้กลับมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น เพื่อรับรองความถูกต้องทางวิทยาศาสตร์ในขั้นตอนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การยืนยันคำโฆษณา และการตรวจสอบข้อมูลปลอมในโลกออนไลน์
ตัวอย่างการนำผู้เชี่ยวชาญมาเป็นทางออกของแบรนด์เมื่อไม่นานมานี้ก็คือ ในงานแถลงข่าวเปิดตัวโลชั่นทาผิวตัวใหม่ของ Beau Domaine (แบรนด์สกินแคร์ของ Brad Pitt) คนที่ขึ้นมาให้ข้อมูลบนเวทีไม่ใช่ตัว Brad Pitt แต่เป็น Léo Lajoie นักชีวเคมีที่ควบตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายวิจัยและพัฒนา แม้เขาจะโด่งดังและมีชื่อเสียงน้อยกว่าแบรนด์แอมบาสเดอร์ที่เป็นดารา แต่เขามีหน้าที่สำคัญคือการเปลี่ยนวิทยาศาสตร์ที่ย่อยยาก ให้กลายเป็นคำพูดที่เข้าใจง่ายสำหรับสื่อสายบิวตี้
“ฉันชอบเรียกพวกเขาว่า หมอผิวหนังที่ออกสื่อเก่ง” Natasha Haubrich หัวหน้าฝ่ายการตลาดผู้บริโภคของ Cetaphil กล่าว พร้อมอธิบายเพิ่มว่า ความเชื่อมั่นคือกุญแจสำคัญที่ปลดล็อกธุรกิจ และหมอผิวหนังเหล่านี้คือวิธีที่แบรนด์จะได้ความเชื่อมั่นนั้นมา
แม้ว่าผู้เชี่ยวชาญจะเข้ามาสู่โลกโซเชียลมากขึ้น แต่ยอดการมีส่วนร่วมหรือ Engagement กลับเริ่มคงตัว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะแพทย์ตัวจริงติดข้อกำหนดด้านจริยธรรมที่เข้มงวด และมีค่าตัวสูงกว่าอินฟลูเอนเซอร์ทั่วไป กระแสความเชื่อมั่นในแพทย์ที่ลดลงโดยเฉพาะในสหรัฐฯ และการที่ผู้เชี่ยวชาญก็ไม่ใช่อินฟลูเอนเซอร์มืออาชีพทำให้สู้คนที่เป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ตัวจริงได้ยาก เพราะเล่าเรื่องได้น่าสนใจกว่า แม้คนเหล่านั้นจะไม่มีใบรับรองวิชาชีพก็ตาม
มืออาชีพทำให้สู้คนที่เป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ตัวจริงได้ยาก เพราะเล่าเรื่องได้น่าสนใจกว่า แม้คนเหล่านั้นจะไม่มีใบรับรองวิชาชีพก็ตาม
อย่างไรก็ตามการลงทุนในรายละเอียดและความเข้มงวดทางคลินิก กลายเป็นกลยุทธ์หลักของแบรนด์บิวตี้และเวลเนสทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ดังอย่าง 'Cetaphil' ก็มีคณะทำงานด้านสกินแคร์ระดับโลกที่ทดสอบกับคนไข้กว่า 50,000 คน เพื่อนำข้อมูลมาพัฒนาสินค้า หรือแบรนด์หรู 'Dior' ก็มีการรวบรวมนักวิจัยจากทั่วโลก เพื่อจัดตั้งคณะกรรมการย้อนวัย เมื่อปี 2023 ที่ผ่านมา
ด้านแบรนด์อาหารเสริม AG1 ก็ระบุว่า วิทยาศาสตร์กลายมาเป็นการตลาด แทนที่จะเป็นแค่เรื่องของความรู้สึก หรือภาพลักษณ์แบรนด์
ทุกวันนี้กลายเป็นว่าการมีผลงานวิจัยและผลการทดสอบทางคลินิกมารองรับ กลายเป็นสิ่งที่ต้องมีสำหรับแบรนด์ในปัจจุบัน ตัวอย่างเช่น Avène ที่ยอดขายในสหรัฐฯ เติบโตขึ้น 30% ส่วนหนึ่งมาจากการรับรองโดย 'Dermfluencers' หรือ หมอผิวหนังที่เป็นอินฟลูเอนเซอร์ เพราะผู้บริโภคยุคนี้ไม่ได้ต้องการแค่คำพูดขายฝัน แต่ต้องการหลักฐานที่พิสูจน์ได้จริง
นอกจากนี้ยังมีข้อมูลจากผลสำรวจที่ระบุว่า ในปี 2020 คนอเมริกัน 70% เชื่อถือหมอและโรงพยาบาล แต่ในปี 2025 ตัวเลขนี้ลดลงเหลือต่ำกว่า 40% ขณะที่ความเชื่อถือในนักวิทยาศาสตร์ลดลงจาก 58% เหลือเพียง 36%
ท่ามกลางกระแสข้อมูลปลอมและไม่น่าเชื่อถือบนโซเชียลมีเดียที่โพสต์โดยใครก็ได้ อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้ ทำให้แบรนด์สกินแคร์จึงยอมเดิมพันด้วยความน่าเชื่อถือจากผู้เชี่ยวชาญตัวจริง
เหมือนกับที่ Kat Cole ซีอีโอของ AG1 เคยกล่าวว่า เมื่อมีคนถามว่าคุณพัฒนาผลิตภัณฑ์นี้ขึ้นมาได้อย่างไร คุณย่อมต้องการคนที่น่าเชื่อถือและได้รับการยอมรับจากเพื่อนร่วมงานในเรื่องความเข้มงวดของผลงาน มากกว่าคนที่มีชื่อเสียงในอินสตาแกรม
อ้างอิงข้อมูล : Business of Fashion