
SHORT CUT
แม็กซ์แวลูเตรียมปิดฉาก 30 ก.ย. 2569 ส่งต่อ 30 สาขาสู่ท็อปส์ พาย้อนรอย Carrefour-Tesco แบรนด์ค้าปลีกต่างชาติที่เคยเปลี่ยนมือในไทย
ตลาดค้าปลีกไทยกำลังเดินเข้าสู่อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อชื่อของ แม็กซ์แวลู (MaxValu) ซูเปอร์มาร์เก็ตสัญชาติญี่ปุ่น กำลังจะหายไปจากตลาดไทย หลังบริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด หรือ CFR ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC เข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของบริษัท อิออน (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจ MaxValu จำนวน 30 สาขาในไทย และมีแผนปรับโฉมสาขาทั้งหมดเข้าสู่แบรนด์ Tops
ดีลนี้เริ่มต้นจากการที่ CFR ซึ่ง CRC ถือหุ้นทั้งทางตรงและทางอ้อมรวม 100% ลงนามสัญญาซื้อหุ้นสามัญทั้งหมดของ AEON (Thailand) เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 โดย AEON (Thailand) มีทุนจดทะเบียน 890 ล้านบาท และ CRC ระบุว่าจะใช้กระแสเงินสดภายในของบริษัทเป็นแหล่งเงินทุนในการทำรายการ ทั้งนี้ ตัวเลข 890 ล้านบาทเป็นทุนจดทะเบียน ไม่ใช่มูลค่าซื้อกิจการที่ CRC จ่าย และมูลค่าธุรกรรมไม่ได้มีการเปิดเผยต่อสาธารณะในข้อมูลดังกล่าว
ต่อมาเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 มีรายงานว่า CRC ได้ดำเนินการปิดดีลและเข้าถือหุ้นใน AEON (Thailand) ครบ 100% แล้ว โดยธุรกรรมครอบคลุมธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ต MaxValu จำนวน 30 สาขา ซึ่งหลังจากการซื้อกิจการ CRC มีแผนปรับโฉมสาขาทั้งหมดเป็น Tops และนำเข้าสู่ระบบนิเวศของ Central Food Retail เพื่อพัฒนาและยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน
สิ่งที่ทำให้ดีลนี้มีความหมายมากกว่าการได้สาขาเพิ่ม 30 แห่ง คือสิ่งที่ Central Retail ได้มาพร้อมกับธุรกิจ ทั้งฐานลูกค้ามากกว่า 900,000 ราย กรรมสิทธิ์ในที่ดินที่มีศักยภาพ รวมถึงศูนย์ผลิตอาหารพร้อมรับประทาน หรือ Ready-to-Eat Processing Center ซึ่ง CRC ระบุว่าสามารถช่วยเพิ่มขีดความสามารถด้านการผลิตและพัฒนาสินค้าอาหารพร้อมรับประทานของกลุ่มได้
สำหรับกำหนดการเปลี่ยนผ่านของแบรนด์ ปัจจุบันมีรายงานว่า MaxValu จะเปิดให้บริการภายใต้ชื่อเดิมถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 โดยประชาชาติธุรกิจรายงานจากการสอบถามพนักงานร้าน ขณะที่ข้อมูลจากช่องทางของ AEON ระบุว่าสิทธิประโยชน์ที่ MaxValu จะสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน และมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป
นอกจากนี้ MaxValu ยังประกาศว่าสินค้าภายใต้แบรนด์ TOPVALU จะวางจำหน่ายที่ร้าน MaxValu ถึงวันที่ 25 กันยายน 2569 หรือจนกว่าสินค้าจะหมด ซึ่งเป็นอีกสัญญาณของการเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านของธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม หากย้อนดูประวัติศาสตร์ ต้องแยกให้ชัดระหว่างอายุของธุรกิจ AEON ในประเทศไทยกับอายุของแบรนด์ MaxValu เพราะไม่ใช่สิ่งเดียวกัน AEON เริ่มเข้ามาตั้งธุรกิจในไทยตั้งแต่เดือนธันวาคม 2527 หรือกว่า 42 ปีมาแล้ว ขณะที่ MaxValu เปิดตัวในไทยในปี 2550 ทำให้แบรนด์ MaxValu อยู่ในตลาดไทยเกือบ 19 ปีจนถึงปี 2569
นั่นทำให้สิ่งที่กำลังปิดฉากในวันที่ 30 กันยายน ไม่ใช่การสิ้นสุดประวัติศาสตร์ของ AEON ในประเทศไทยที่ยาวนานกว่า 4 ทศวรรษ แต่คือการสิ้นสุดการดำเนินงานของธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ต MaxValu ภายใต้ชื่อเดิม ก่อนเข้าสู่เครือข่ายของ Central Retail และเปลี่ยนผ่านไปสู่แบรนด์ Tops
กรณี MaxValu ยังไม่ใช่ครั้งแรกที่แบรนด์ค้าปลีกต่างชาติเปลี่ยนมือในประเทศไทย หากย้อนกลับไปในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ตลาดค้าปลีกไทยเคยผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากแบรนด์ระดับโลกมาแล้วหลายราย
หนึ่งในกรณีสำคัญคือ Carrefour เชนค้าปลีกจากฝรั่งเศส ซึ่งตัดสินใจขายธุรกิจในประเทศไทยให้ Big C โดย Groupe Casino ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Big C ในขณะนั้นประกาศเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2553 ว่า Big C ได้ลงนามข้อตกลงเข้าซื้อกิจการ Carrefour Thailand มูลค่า 35.5 พันล้านบาท โดยธุรกิจ Carrefour ในไทยขณะนั้นมี 42 สาขา แบ่งเป็นไฮเปอร์มาร์เก็ต 34 แห่ง และมีศูนย์การค้า 37 แห่ง
ธุรกรรมดังกล่าวไม่ได้จบลงด้วยการที่ชื่อ Carrefour อยู่ต่อภายใต้เจ้าของใหม่ แต่เป็นการนำเครือข่ายเดิมเข้าสู่ธุรกิจของ Big C โดย Groupe Casino ระบุว่าการรวมกิจการช่วยให้ Big C ขยายเครือข่ายและเพิ่มความแข็งแกร่งในตลาดไฮเปอร์มาร์เก็ตไทย ขณะที่ข้อมูลของ Casino ระบุว่าการรวมธุรกิจ Carrefour Thailand เข้าสู่ Big C เกิดขึ้นในเดือนมกราคม 2554
อีกกรณีสำคัญคือ Tesco Lotus ซึ่ง Tesco เข้ามาถือหุ้นควบคุมใน Lotus ในประเทศไทยเมื่อปี 2541 ก่อนดำเนินธุรกิจค้าปลีกในไทยภายใต้แบรนด์ Tesco Lotus ต่อมาในปี 2563 Tesco ประกาศขายธุรกิจในประเทศไทยและมาเลเซียให้แก่ C.P. Retail Development Company Limited หรือ CPRD ซึ่งเป็นนิติบุคคลที่กลุ่ม Charoen Pokphand Group, CP All และ Charoen Pokphand Foods เข้าลงทุนร่วมกัน
การขายธุรกิจดังกล่าวเสร็จสมบูรณ์เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2563 หลังจากนั้นธุรกิจ Tesco ในไทยจึงเข้าสู่การบริหารภายใต้กลุ่ม CP และต่อมาถูกพัฒนาภายใต้แบรนด์ Lotus's ในประเทศไทย
ส่วน FamilyMart เป็นอีกกรณีที่ควรแยกออกจากสองกรณีข้างต้น เพราะไม่ได้เป็นการขายธุรกิจไทยทั้งหมดในรูปแบบเดียวกัน โดย FamilyMart ญี่ปุ่นประกาศในเดือนพฤษภาคม 2563 ว่าจะโอนหุ้น 49% ที่ถืออยู่ใน Central FamilyMart ให้แก่ Central Food Retail ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ Central Retail ส่งผลให้ FamilyMart พ้นจากการเป็นผู้ถือหุ้นในกิจการดังกล่าว ขณะที่ธุรกิจร้านสะดวกซื้อภายใต้แบรนด์ FamilyMart ในไทยยังดำเนินต่อผ่าน Central FamilyMart ภายใต้รูปแบบการให้สิทธิ์ใช้แบรนด์ และ FamilyMart ระบุว่าจะยังสนับสนุนธุรกิจและแบรนด์ในไทยต่อไป
เมื่อมองย้อนจาก Carrefour, Tesco Lotus, FamilyMart จนถึง MaxValu จึงเห็นได้ว่าการเปลี่ยนผ่านของธุรกิจค้าปลีกต่างชาติในไทยไม่ได้มีรูปแบบเดียวกันทั้งหมด บางกรณีเป็นการขายกิจการ บางกรณีเป็นการเปลี่ยนผู้ถือหุ้น และบางกรณีเป็นการปรับโครงสร้างสิทธิ์และรูปแบบการดำเนินธุรกิจ
แต่สิ่งที่ดีลเหล่านี้สะท้อนเหมือนกัน คือ ในธุรกิจค้าปลีก สิ่งที่มีมูลค่าไม่ได้มีเพียงชื่อแบรนด์ แต่ยังรวมถึงเครือข่ายสาขา ทำเล ฐานลูกค้า ระบบการดำเนินงาน และทรัพยากรที่สามารถนำไปต่อยอดได้
กรณี MaxValu สะท้อนภาพดังกล่าวอย่างชัดเจน เพราะ Central Retail ไม่ได้เข้าซื้อเพียงเครือข่ายร้าน 30 สาขา แต่ยังได้ฐานลูกค้ามากกว่า 900,000 ราย ที่ดินที่มีศักยภาพ และศูนย์ผลิตอาหารพร้อมรับประทานเข้ามาอยู่ในธุรกิจด้วย
ดังนั้น วันที่ 30 กันยายน 2569 จึงอาจมองได้ว่าเป็นวันสิ้นสุดของชื่อ MaxValu ในตลาดไทย มากกว่าจะเป็นการหายไปของธุรกิจค้าปลีกในทำเลเหล่านั้น เพราะหลังจากนั้นพื้นที่และทรัพยากรของธุรกิจเดิมจะถูกนำไปต่อยอดภายใต้แบรนด์ Tops ของ Central Retail
จาก Carrefour ถึง Tesco และมาถึง MaxValu เส้นทางเหล่านี้จึงสะท้อนอีกด้านของการแข่งขันค้าปลีกไทย เมื่อแบรนด์ต่างชาติที่เคยเข้ามาสร้างตลาดในไทย เปลี่ยนผ่านเจ้าของหรือรูปแบบธุรกิจ ขณะที่ผู้เล่นรายใหญ่ใช้โอกาสจากการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ขยายเครือข่าย ฐานลูกค้า และทรัพยากรทางธุรกิจของตัวเอง