svasdssvasds

ตลาดสนีกเกอร์โต 5.6% ต่อปี หลายแบรนด์เน้นนวัตกรรมและความยั่งยืน

ตลาดสนีกเกอร์โต 5.6% ต่อปี หลายแบรนด์เน้นนวัตกรรมและความยั่งยืน

แม้เผชิญปัญหาต้นทุนสูงขึ้นและสินค้าลอกเลียนแบบ ตลาดสนีกเกอร์ยังโตต่อเนื่องเฉลี่ย 5.6% ต่อปี คาดมีมูลค่า 1.26 แสนล้านดอลลาร์ภายในปี 2033 ผู้บริโภคใส่ใจความยั่งยืน

SHORT CUT

  • ตลาดสนีกเกอร์ถูกคาดการณ์ว่าจะพุ่งสูงถึง 1.26 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2033 โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป
  • ผู้บริโภคยุคใหม่ยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อวัสดุรีไซเคิลและกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้แบรนด์ใหญ่ (Nike, Adidas, Puma) ต้องเร่งลงทุนใน Green Technology
  • การแก้ปัญหาต้นทุนพุ่งและค่าแรงสูง ด้วยการหันมาใช้ระบบอัตโนมัติ และการย้ายฐานผลิตมาใกล้ตลาดเป้าหมายมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากการขนส่ง

แม้เผชิญปัญหาต้นทุนสูงขึ้นและสินค้าลอกเลียนแบบ ตลาดสนีกเกอร์ยังโตต่อเนื่องเฉลี่ย 5.6% ต่อปี คาดมีมูลค่า 1.26 แสนล้านดอลลาร์ภายในปี 2033 ผู้บริโภคใส่ใจความยั่งยืน

ถือว่าเป็นอีกหนึ่งตลาดและอุตสาหกรรมที่น่าสนใจสำหรับรองเท้าสนีกเกอร์ เพราะทุกวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่รองเท้าสำหรับใส่ออกกำลังหรือเล่นกีฬาอย่างเดียว แต่ยังได้รับความนิยมสำหรับการสวมใส่ในชีวิตประจำวันไปจนถึงวงการแฟชั่นอีกด้วย

CREDIT : adidas

สิ่งที่เป็นตัวสนับสนุนให้ตลาดสนีกเกอร์เติบโตมากขึ้นก็คือเทรนด์แฟชั่นที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับผู้คนเริ่มหันมาดูแลสุขภาพโดยการออกกำลังกายกันมากขึ้น โดยที่หลายคนต้องการรองเท้าที่สวย ใส่สบาย และตอบโจทย์การใช้งาน

เมื่อผู้บริโภคหันมาเล่นกีฬาและทำกิจกรรมกลางแจ้งมากขึ้น ทำให้รองเท้าที่มีระบบซัปพอร์ตแรงกระแทก การระบายอากาศดี และรองรับอุ้งเท้า ได้รับความนิยมสูงขึ้นตามไปด้วย แต่ก็ยังเลือกรองเท้าที่มีดีไซน์ทันสมัยส่งผลให้อุตสาหกรรมสนีกเกอร์พัฒนาจากสินค้าเฉพาะกลุ่มกีฬา ไปสู่หมวดหมู่แฟชั่นและไลฟ์สไตล์หลักของโลก 

CREDIT : adidas

นอกจากเรื่องของการใช้งานแล้วสิ่งที่ผู้บริโภคบางส่วนให้ความสำคัญก็คือการผลิตรองเท้าสนีกเกอร์ที่ใส่ใจความยั่งยืน และพร้อมจ่ายแพงขึ้นหากรองเท้ารุ่นนั้นใช้วัสดุรีไซเคิลหรือมีกระบวนการผลิตที่มีจริยธรรมในด้านสิ่งแวดล้อมสูง

CREDIT : adidas

ทำให้หลายแบรนด์ต้องลงทุนในเทคโนโลยี วัสดุ และกระบวนการผลิตใหม่ๆ เช่น แบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง Nike, Adidas และ Puma ต่างลงทุนในเทคโนโลยีวัสดุที่ย่อยสลายได้และการผลิตที่ประหยัดพลังงาน เพราะเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญในการเข้าถึงผู้บริโภคยุคปัจจุบัน

CREDIT : adidas

สิ่งที่ช่วยขับเคลื่อนตลาดสนีกเกอร์ให้เติบโตมากขึ้นปัจจัยแรกก็คือ อิทธิพลของแฟชั่นและความร่วมมือระหว่างแบรนด์กับคนดังอย่าง ศิลปิน นักกีฬา หรือดีไซเนอร์ชื่อดังออกผลิตภัณฑ์แบบลิมิเต็ด ก็ทำให้ผู้บริโภคบางส่วนต้องการสินค้าเพิ่มมากขึ้นรวมถึงยังมีผลต่อการเพิ่มความซื่อสัตย์ต่อแบรนด์อีกด้วย

ปัจจัยที่สองก็คือการเติบโตของอีคอมเมิร์ซ ที่ในเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันขายสินค้าออนไลน์หลายแบรนด์จะมีระบบลองสวมเสมือนจริง ช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจได้ง่ายขึ้นแม้ไม่ได้ไปลองสินค้าจริงที่หน้าร้าน รวมถึงการขายตรงสู่ผู้บริโภค ช่วยให้เข้าถึงลูกค้าได้ทั่วโลกและสร้างประสบการณ์ช้อปปิ้งที่เฉพาะตัวของลูกค้าแต่ละคนได้ เช่น ระบบที่ช่วยคัดเลือกสินค้าที่เหมาะกับลูกค้าหรือค้นหาสินค้าที่คาดว่าลูกค้าอาจจะชอบ

CREDIT : PUMA

แม้ว่าตลาดรองเท้าสนีกเกอร์จะกำลังไปได้สวยแต่ก็มีการแข่งขันที่สูงและต้องเผชิญกับความท้าทายอยู่บ้าง เช่น ผลกระทบจากสินค้าลอกเลียนแบบ โดยเฉพาะของปลอมเกรดพรีเมียมที่มีขายเกลื่อนโลกอินเทอร์เน็ตในราคาถูกที่ทำลายภาพลักษณ์และผลกำไรของแบรนด์ ทำให้หลายบริษัทใช้เทคโนโลยี Blockchain และ RFID เพื่อยืนยันสินค้าของแท้

CREDIT : PUMA

นอกจากนี้ยังต้องเจอกับปัญหาของต้นทุนที่สูงขึ้นและวัตถุดิบที่ขาดแคลน การพึ่งพาการผลิตต่างประเทศ ค่าแรงที่พุ่งสูงขึ้น รวมถึงความล่าช้าในการขนส่งระหว่างประเทศยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ แต่ก็มีบางบริษัทที่เริ่มปรับตัวด้วยการย้ายมาใช้แหล่งผลิตที่ใกล้ตลาดมากขึ้น (Localized Production) และการนำระบบอัตโนมัติมาใช้แทนแรงงานมนุษย์ เป็นต้น

ท้ายที่สุดนี้อาจเรียกได้ว่าทิศทางตลาดสนีกเกอร์ในอนาคตอันใกล้นี้ไม่ได้เน้นที่ความสวยงามโดดเด่นและดีไซน์ทันสมัยอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องตอบโจทย์ทั้งในแง่มุม สุขภาพ ความยั่งยืน และเทคโนโลยีไปพร้อมกัน เพื่อให้ครอบคลุมความต้องการของผู้บริโภคที่เป็นตัวแปรหลักในการกำหนดทิศทางของแบรนด์

ที่มา : Finance Yahoo

related