
SHORT CUT
นักวิทยาศาสตร์ค้นพบโครงสร้างภาพเขียนลายเส้นโบราณบนดินกว่า 400 แห่งที่ซ่อนอยู่ใต้ผืนป่าแอมะซอนในบราซิล จากการสำรวจด้วย LiDAR
ภาพเขียนลายเส้นบนพื้นดิน (Geoglyphs) รูปทรงเรขาคณิตเก่าแก่จำนวนหลายร้อยแห่งที่เพิ่งได้รับการค้นพบใหม่ ซึ่งซ่อนอยู่ใต้ร่มไม้ของป่าแอมะซอน ทางตอนเหนือของบราซิล กำลังเปลี่ยนแปลงความเข้าใจเดิมของนักวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับวิถีชีวิตโบราณในป่าฝน
โดยชี้ให้เห็นถึงอารยธรรมอันยิ่งใหญ่ที่อาจมีประชากรอาศัยอยู่ระหว่าง 1.25 ล้านถึง 3 ล้านคน เมื่อประมาณ 2,000 ปีก่อน
ในช่วงที่รุ่งเรืองที่สุด ซึ่งน่าจะอยู่ระหว่างปี ค.ศ. 100 ถึง 300 อารยธรรมอะควีรี (Aquiry) ครอบครองพื้นที่เป็นบริเวณกว่า 70,600 ตารางไมล์ (ราว 18,285 ตารางกิโลเมตร) ในพื้นที่ทางตอนเหนือของบราซิลในปัจจุบัน ซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกับรัฐนอร์ทดาโคตาของสหรัฐฯ
ตัวเลขประมาณการนี้มาจากการสำรวจด้วยการใช้เทคโนโลยีไลดาร์ (LiDAR) ซึ่งเป็นเทคนิคการทำแผนที่ด้วยเลเซอร์ที่สามารถตรวจจับลักษณะต่างๆ ใต้ป่าทึบได้
โดยจากการสำรวจทางอากาศครอบคลุมพื้นที่ 1,740 ตารางไมล์ (ราว 4,507 ตารางกิโลเมตร) นักโบราณคดีค้นพบภาพเขียนบนพื้นดินเกือบ 400 ภาพที่ไม่เคยมีการบันทึกมาก่อน นอกเหนือจากภาพเขียนบนพื้นดินที่เคยค้นพบในภูมิภาคนี้ประมาณ 1,700 แห่ง
ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ทีมนักวิจัยร ระบุว่า ชุมชนอะควีรีอยู่รวมกันเป็นหมู่บ้านที่มีประชากรประมาณ 300 คน โดยอาศัยอยู่ในบ้านทรงยาวแบบหลายครอบครัว พร้อมเพาะปลูกฟักทอง ข้าวโพด และมันสำปะหลัง รวมถึง ดูแลต้นบราซิลนัทและต้นพีชปาล์ม
มาร์ตติ พาร์สซิเนน (Martti Pärssinen) หัวหน้าทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเฮลซิงกิของฟินแลนด์ กล่าวว่า โครงสร้างเนินดินขนาดมหึมาเหล่านี้น่าจะใช้เป็นสถานที่สำหรับจัดการชุมนุม การตัดสินใจทางการเมือง และการแสดงความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของหัวหน้าเผ่า การเต้นรำตามพิธีกรรม การแสดงดนตรี การจัดงานเลี้ยง การแข่งขันกีฬา และการละเล่นต่าง ๆ
งานวิจัยนี้ยังหักล้างแนวคิดที่ว่าป่าแอมะซอนก่อนการเข้ามาล่าอาณานิคมของชาวยุโรปเป็นผืนผ่าที่ยังไม่ถูกแตะต้อง แต่ในทางกลับกัน หลักฐานชี้ให้เห็นมากขึ้นว่า ผืนป่าเหล่านี้เคยเป็นภูมิทัศน์ที่มีการจัดการและพัฒนาโดยสังคมขนาดใหญ่เป็นเวลาหลายศตวรรษ
สมมติฐานสมัยใหม่หลายประการเกี่ยวกับการอนุรักษ์ การใช้ประโยชน์ที่ดิน และประวัติศาสตร์ของภูมิภาคนี้ ยังคงยึดติดกับแนวคิดที่ว่าป่าฝนแห่งนี้มีผู้คนอาศัยอยู่เบาบางในอดีตอันไกลโพ้น ทว่างานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าผู้คนในยุคโบราณสามารถสร้างสิ่งก่อสร้างสาธารณะขนาดใหญ่และรองรับประชากรจำนวนมากได้โดยไม่ทำลายระบบนิเวศของผืนป่าโดยรอบ
ภาพเขียนขนาดใหญ่บนพื้นดินบางแห่งครอบคลุมพื้นที่กว้างถึง 123 เอเคอร์ (ราว 312 ไร่) โดยมีคูดินกว้างประมาณ 40 ฟุต (12.1 เมตร) และลูก 16 ฟุต (4.9 เมตร) ซึ่งคาดว่าทั้งหมดน่าจะสร้างขึ้นโดยปราศจากการใช้เครื่องมือโลหะหรือสัตว์ช่วยทุ่นแรง
นักวิจัยคาดการณ์ว่าทั่วภูมิภาคนี้อาจมีภาพเขียนบนพื้นดินอยู่ระหว่าง 23,000 ถึง 30,000 แห่ง ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงกว่าคาดการณ์เดิมสำหรับพื้นที่ลุ่มน้ำแอมะซอนทั้งหมด
ไมเคิล เฮคเคนเบอร์เกอร์ (Michael Heckenberger) นักมานุษยวิทยาจากมหาวิทยาลัยฟลอริดาของสหรัฐฯ ที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการศึกษานี้ กล่าวว่า ตัวเลขคาดการณ์ประชากรชุดใหม่นี้เป็นสิ่งที่น่าทึ่งอย่างยิ่งแต่ก็มีความเป็นไปได้และมีความสำคัญอย่างมาก
ปัจจุบันพื้นที่ที่สำรวจแล้วคิดเป็นไม่ถึง 3% ของป่าอเซอนทั้งหมด ทำให้นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ายังมีภาพเขียนโบราณอีกจำนวนมากซ่อนอยู่ใต้ผืนป่า
เทคโนโลยีไลดาร์คาดว่าจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสำรวจครั้งต่อไป เพราะช่วยให้นักโบราณคดีค้นพบสิ่งปลูกสร้างโบราณได้โดยไม่จำเป็นต้องถางพื้นที่ป่าเป็นบริเวณกว้าง ทำให้เทคโนโลยีนี้กลายเป็นเครื่องมืออันทรงประสิทธิภาพในการศึกษาป่าฝนโดยส่งผลกระทบต่อธรรมชาติน้อยที่สุด
ขณะเดียวกัน นักวิจัยยังคงพยายามหาคำตอบว่าเพราะเหตุใดอารยธรรมอะควีรีและการใช้ภาพเขียนบนพื้นดินสิ้นสุดลงในช่วงประมาณ ค.ศ. 850 – ค.ศ. 950
โดยหลักฐานที่มีอยู่ในปัจจุบันชี้ให้เห็นถึงการล่มสลายอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจมีความเชื่อมโยงบางประการกับการเสื่อมถอยของอารยธรรมอื่น ๆ ในยุคก่อนการเข้ามาของชาวยุโรป เช่น อารยธรรมมายา (Maya) อารยธรรมติวานากู (Tiwanaku) และอารยธรรมวารี (Wari) แต่สาเหตุที่แท้จริงยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด
ที่มา : The Cool Down, Live Science