
SHORT CUT
"อ.เชน" ควง "รมช.เกษตรฯ" ลุย GISTDA เผยโฉม "เทคโนโลยีอวกาศฝีมือคนไทยแก้ภัยแล้งแม่นยำ" พร้อมปั้นไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ระดับโลก
วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำคณะเข้าเยี่ยมชมความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ ณ GISTDA (จิสด้า) ภายในอุทยานรังสรรค์นวัตกรรมอวกาศ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เพื่อติดตามการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงมาช่วยบริหารจัดการวิกฤตของประเทศ
วาระสำคัญของการลงพื้นที่ครั้งนี้คือการเปิดตัว “ระบบเช็คแล้ง” เครื่องมืออัจฉริยะที่ใช้ข้อมูลจากดาวเทียมสำรวจโลกมาประมวลผลร่วมกับระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้สามารถติดตามความเสี่ยงเรื่องน้ำได้ลึกถึงระดับพื้นที่ ระบบนี้สามารถบอกได้ล่วงหน้าว่าพืชเกษตรจุดไหนจะเสียหาย หรือพื้นที่ใดต้องการน้ำเท่าไหร่ เพื่อให้รัฐบาลและเกษตรกรรับมือกับวิกฤตภัยแล้งและฝนทิ้งช่วงในปี 2569 ได้อย่างทันท่วงที
นอกจากนี้ คณะผู้บริหารยังได้เข้าตรวจเยี่ยม ศูนย์ประกอบและทดสอบดาวเทียมแห่งชาติ (NAIT) ซึ่งเป็นฐานการผลิตและทดสอบดาวเทียมมาตรฐานสากลในไทย พร้อมติดตามความคืบหน้าของดาวเทียม “THEOS-3” ดาวเทียมสำรวจโลกรุ่นล่าสุดที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์การพึ่งพาตนเองของไทย โดยมีจุดเด่นคือ
โครงการ THEOS-3 เป็นมากกว่าบทพิสูจน์ความสามารถของคนไทยในเวทีโลก และยังเป็นจุดเปลี่ยนผ่านสำคัญที่จะผลักดันให้ไทยก้าวสู่การเป็นผู้เล่นหลักในตลาดเศรษฐกิจอวกาศโลก รวมถึงการวิจัยระดับสูง เช่น การจัดการจราจรในอวกาศและการพยากรณ์สภาพอวกาศ ซึ่งจะสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับอุตสาหกรรมไทย และสามารถยืนยันได้อีกว่า เทคโนโลยีอวกาศไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นฟันเฟืองหลักที่จะช่วยวางแผนนโยบายของประเทศ โดยเฉพาะการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติที่รุนแรงขึ้น และการสร้างอุตสาหกรรมมูลค่าสูงตามนโยบาย Space Innovation Thailand
รมว.อว.กล่าวว่า การดำเนินงานของ GISTDA ที่สามารถพัฒนาซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ด้านอวกาศได้ด้วยศักยภาพของคนไทย โดยเฉพาะโครงการพัฒนาดาวเทียม THEOS ที่ปัจจุบันมีองค์ประกอบสำคัญมากกว่าครึ่งที่พัฒนาเองในประเทศ สะท้อนถึงความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีอวกาศของไทยอย่างเป็นรูปธรรม
พร้อมเน้นว่า “ข้อมูลภูมิสารสนเทศ” คือหัวใจสำคัญที่สามารถต่อยอดสู่การใช้งานจริงในหลายภาคส่วน ทั้งภัยพิบัติ การเกษตร การจัดการทรัพยากร การวิจัย และการพัฒนาแอปพลิเคชันใหม่ ๆ โดย GISTDA กำลังก้าวสู่การเป็น “แพลตฟอร์มอวกาศ” ที่เปิดโอกาสให้ Startup นักวิจัย และภาคเอกชน เข้ามาใช้ข้อมูลและสร้างนวัตกรรมร่วมกัน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจอวกาศ (Space Economy) ของประเทศ
นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมผลักดันระบบนิเวศด้านอวกาศให้เติบโตครบวงจร ทั้งการสนับสนุนบุคลากร การเชื่อมโยงมหาวิทยาลัย การดึงดูดนักลงทุน การพัฒนา Spaceport และกฎหมายด้านธุรกิจอวกาศ เพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้ประเทศไทยในเวทีโลก
รองนายกรัฐมนตรีฯ ย้ำว่างานด้านอวกาศเป็นงานที่ท้าทายและต้องใช้เวลา แต่เป็น “โอกาส” สำคัญของประเทศ เพราะเป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูงและคู่แข่งยังมีไม่มาก พร้อมตั้งเป้าให้ไทยมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านระดับโลก ทั้งด้านซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ และบริการอวกาศ เพื่อสร้างจุดแข็งใหม่ให้ประเทศไทยในอนาคต
ด้าน ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA ระบุว่า ในช่วง 3 ปีข้างหน้า GISTDA ตั้งเป้าที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data Driven Nation) โดยการนำข้อมูลเชิงพื้นที่ไปใช้สร้างประโยชน์ทั้งในภาคเศรษฐกิจและสังคม เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้ยั่งยืนในระยะยาว