svasdssvasds

‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ อาจทำปี 69-70 ร้อนจัดทุบสถิติ ไทยเสี่ยง 1 ในจุดเปราะบาง

‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ อาจทำปี 69-70 ร้อนจัดทุบสถิติ ไทยเสี่ยง 1 ในจุดเปราะบาง

จับตา ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ อาจทำปีนี้ถึงปีหน้า อากาศร้อนจัดทุบทุกสถิติที่เคยบันทึก วิกฤติอากาศแปรปรวนรุนแรงและยาวนาน คาดเห็นชัดพ.ค. 2569 ไทยเสี่ยงจุดเปราะบาง

SHORT CUT

  • ปรากฏการณ์ 'ซูเปอร์เอลนีโญ' คาดว่าจะส่งผลกระทบชัดเจนช่วงพฤษภาคม 2569 และอาจทำให้อุณหภูมิในปี 2569-2570 ร้อนจัดทุบสถิติ
  • ประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถูกจัดเป็นหนึ่งในจุดเปราะบางที่สุดที่จะได้รับผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้
  • ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นกับไทย ได้แก่ ภัยแล้งรุนแรง การขาดแคลนน้ำ ผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ ปัญหาไฟป่าและฝุ่น PM2.5 รวมถึงคลื่นความร้อน

จับตา ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ อาจทำปีนี้ถึงปีหน้า อากาศร้อนจัดทุบทุกสถิติที่เคยบันทึก วิกฤติอากาศแปรปรวนรุนแรงและยาวนาน คาดเห็นชัดพ.ค. 2569 ไทยเสี่ยงจุดเปราะบาง

จำความรู้สึกตอนเมษายนปีที่แล้วได้ไหม? ที่เราบ่นว่าร้อนเหมือนซ้อมตกนรก... บอกเลยว่านั่นอาจจะเป็นแค่น้ำจิ้ม เพราะของจริงกำลังจะมาในชื่อ 'ซูเปอร์เอลนีโญ' (Super El Niño) ที่คาดว่าจะแผลงฤทธิ์ชัดเจนช่วงพฤษภาคม 2569 และอาจลากยาวไปทุบสถิติความร้อนแรงในปี 2570

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) กำลังจับตาดูความเคลื่อนไหวนี้อย่างใกล้ชิด เพราะนี่ไม่ใช่แค่เรื่องอากาศร้อนธรรมดา แต่มันคือสภาพอากาศแปรปรวนรุนแรงและยาวนานกว่าปกติ และเป็นวิกฤตเชิงโครงสร้างที่กระทบตั้งแต่ ‘ความมั่นคงทางอาหาร’ ไปจนถึง ‘ลมหายใจ’ ของคนในภูมิภาค

‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ อาจทำปี 69-70 ร้อนจัดทุบสถิติ ไทยเสี่ยง 1 ในจุดเปราะบาง

'ซูเปอร์เอลนีโญ'  ต่างจากเวอร์ชันปกติตรงไหน?

โดยสภาวะปกติ 'ลมค้า' (Trade Winds) จะพัดจากทิศตะวันออกไปทางทิศตะวันตก เพื่อผลักดันน้ำอุ่นบนผิวน้ำทะเลให้ไปสะสมอยู่แถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลีย แต่ในสภาวะเอลนีโญ กระแสลมเหล่านี้จะอ่อนกำลังลงหรือกลับทิศทาง ส่งผลให้น้ำอุ่นไหลย้อนกลับมาทางตะวันออกสู่ชายฝั่งอเมริกาใต้แทน

แต่ในปีนี้ ‘กระแสลมตะวันตกพัดสอบ’ (Westerly Wind Bursts) ที่มีกำลังแรงเป็นประวัติการณ์ ทำหน้าที่เสมือนแรงผลักดันมวลน้ำอุ่นให้เคลื่อนที่มายังแปซิฟิกตะวันออกได้ ‘รวดเร็วและมากขึ้น’ จึงอาจทำให้เอลนีโญรุนแรง จนกลายเป็นซูเปอร์เอลนีโญ

‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ อาจทำปี 69-70 ร้อนจัดทุบสถิติ ไทยเสี่ยง 1 ในจุดเปราะบาง

'ซูเปอร์เอลนีโญ' อาจทำปี 2570 ร้อนจัดทุบสถิติ

ทอม ดิ ลิเบอร์โต อดีตนักอุตุนิยมวิทยาขององค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐ (NOAA) เปรียบเทียบได้เห็นภาพว่า ช่วง 'ลานีญา' ที่ผ่านมา มหาสมุทรได้กักเก็บความร้อนมหาศาลไว้ข้างล่าง ได้ถูกปลดปล่อยออกมาสู่ชั้นบรรยากาศอย่างรวดเร็ว พอเกิดเอลนีโญ

มันเหมือนการ 'เปิดฝาหม้อน้ำเดือด' ที่ปลดปล่อยความร้อนพรวดเดียวสู่ชั้นบรรยากาศ ส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วงเวลาอันสั้น

เซค เฮาส์ฟาเธอร์ นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศ คาดการณ์ว่าแรงส่งจากปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญครั้งนี้จะทำให้อุณหภูมิโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีโอกาสสูงที่ในปีนี้และปีหน้า จะเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ที่มนุษย์เคยจดบันทึกไว้แทนที่ปี 2567

‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ อาจทำปี 69-70 ร้อนจัดทุบสถิติ ไทยเสี่ยง 1 ในจุดเปราะบาง

ผลกระทบทางทะเล กับ ‘ปะการังฟอกขาว’

ภาวะปะการังฟอกขาว จะเกิดขึ้นเมื่ออุณหภูมิในมหาสมุทรสูงขึ้นเกิน 30 องศาเซลเซียสติดต่อกับหลายลัปดาห์  ระบบนิเวศเปลี่ยนและมลพิษ จนเกินจุดที่ปะการังจะทนไหว ทำให้สาหร่ายซูแซนเทลลี (zooxanthellae) ที่ทำหน้าที่สังเคราะห์แสงและทำให้ปะการังมีสีสันสดใส ต้องย้ายออกจากเนื้อเยื่อของปะการัง เพื่อเอาชีวิตรอด

สีของปะการังค่อยๆซีดจางลง จนเหลือเพียงหินปูนสีขาว เหมือนผู้ป่วยโคม่า โดยจะมีชีวิตอยู่ได้อีกประมาณ 2-3 เดือน หากอุณหภูมิน้ำทะเลกลับเข้าสู่ภาวะปกติ สาหร่ายซูแซนเทลลีจะกลับเข้ามาฟื้นฟูปะการังมีชีวิตต่อได้อีกครั้ง

เดือนเมษายน 2568 องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ (NOAA) และหน่วยงานความริเริ่มด้านแนวปะการังระหว่างประเทศ (ICRI) ประกาศภาวะ ‘ปะการังฟอกขาวครั้งใหญ่’ ระดับโลกครั้งที่ 4

แม้ปัจจุบันซูเปอร์เอลนีโญ จะยังไม่เกิดขึ้น แต่มีการประเมินว่าผลกระทบต่างๆ จะเริ่มปรากฏชัดเจนในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2569 ซึ่งอาจส่งผลตั้งแต่ห่วงโซ่อาหารในทะเล ลุกลามไปยังอุตสาหกรรมการประมง ความมั่นคงทางทรัพยากรและเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน

‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ อาจทำปี 69-70 ร้อนจัดทุบสถิติ ไทยเสี่ยง 1 ในจุดเปราะบาง

ผลกระทบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ไทยและอาเซียน 'จุดเปราะบาง'

1. วิกฤตภัยแล้งและการขาดแคลนน้ำ

ปริมาณฝนจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญและเกิดสถานการณ์ 'ฝนทิ้งช่วง' ยาวนาน แหล่งน้ำธรรมชาติและอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่จะมีปริมาณน้ำกักเก็บลดต่ำลง กระทบโดยตรงต่อภาคอุปโภคบริโภคและอุตสาหกรรม

2. ผลกระทบด้านการเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร

ไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย ประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ ซึ่งเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของโลก จะเผชิญปัญหาผลผลิตตกต่ำ  โดยเฉพาะ ข้าว น้ำตาล และปาล์มน้ำมัน ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะสินค้าเกษตรขาดตลาดและราคาอาหารที่พุ่งสูงขึ้นทั่วโลก

3.ปัญหาไฟป่าและมลพิษทางอากาศ (PM2.5)

สภาพอากาศที่แห้งแล้งและร้อนจัด เพิ่มความเสี่ยงการเกิดไฟป่าได้ง่าย โดยเฉพาะในพื้นที่ป่าพรุของอินโดนีเซียและพื้นที่เกษตรกรรมในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจะซ้ำเติมปัญหา 'ฝุ่นควันข้ามพรมแดน' (PM2.5) ทวีความรุนแรง กระทบต่อสุขภาพของประชาชนในระดับภูมิภาค

4. คลื่นความร้อน (Heatwave)

อุณหภูมิที่สูงขึ้นอาจทำลายสถิติเดิม ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง และทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้า (เพื่อทำความเย็น) พุ่งสูงจนอาจเกิดความไม่มั่นคงทางพลังงานของประเทศ

‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ อาจทำปี 69-70 ร้อนจัดทุบสถิติ ไทยเสี่ยง 1 ในจุดเปราะบาง

เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศสำคัญกับเรื่องนี้อย่างไร?

ในยุคที่ข้อมูลคืออาวุธสำคัญที่สุด GISTDA ใช้เทคโนโลยีอวกาศเพื่อสนับสนุนภารกิจต่างๆของประเทศมาอย่างต่อเนื่อง และเป็นเครื่องมือหลักในการรับมือสถานการณ์

1. ติดตามสถานการณ์น้ำ (Water Monitoring)

ใช้ภาพถ่ายจากดาวเทียม (เช่น ดาวเทียม THEOS-2) เพื่อประเมินพื้นที่ผิวน้ำทั่วประเทศแบบ near real-time ทำให้รู้ว่าอ่างเก็บน้ำหรือแหล่งน้ำธรรมชาติใดกำลังเข้าสู่ขั้นวิกฤต เพื่อวางแผนระบายหรือจัดสรรน้ำได้อย่างแม่นยำ

2. วิเคราะห์สุขภาพพืช (Agricultural Assessment)

ข้อมูลภูมิสารสนเทศสามารถวิเคราะห์ ‘ดัชนีความเขียวของพืช‘ หากพื้นที่ใดเริ่มมีสัญญาณความแห้งแล้ง สามารถส่งข้อมูลเตือนภัยให้หน่วยงานเกษตรเข้าไปช่วยเหลือ หรือแนะนำการปรับเปลี่ยนพืชล่วงหน้า ช่วยให้เกษตรกรปรับตัวได้ทันท่วงที

3. ตรวจจับจุดความร้อน (Hotspot Detection)

ดาวเทียมสามารถตรวจจับจุดความร้อนที่เกิดจากไฟป่าหรือการเผาทางการเกษตรได้อย่างรวดเร็ว ไม่ใช่แค่ในไทยแต่คลุมทั้งอาเซียน ข้อมูลนี้ถูกนำไปใช้ในการสั่งการควบคุมและดับไฟป่า รวมถึงการวิเคราะห์สถานการณ์ฝุ่นควัน สามารถติดตามข้อมูลผ่านแอปพลิเคชันอย่าง ‘เช็คฝุ่น’

4. สนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย (Data-Driven Policy)

GISTDA ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลเชิงพื้นที่ทั้งหมด จัดทำเป็นแผนที่เสี่ยงภัยแล้ง เพื่อให้คณะรัฐมนตรีหรือหน่วยงานบริหารจัดการน้ำ ใช้ประกอบการตัดสินใจประกาศเขตพื้นที่ประสบภัยและอนุมัติงบประมาณช่วยเหลือได้อย่างมีหลักฐานอ้างอิง

‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ อาจทำปี 69-70 ร้อนจัดทุบสถิติ ไทยเสี่ยง 1 ในจุดเปราะบาง

การบริหารจัดการและแผนรับมือ 'ซูเปอร์เอลนีโญ'

1. การบริหารจัดการน้ำเชิงรุก

รณรงค์ให้ทุกภาคส่วนประหยัดน้ำ เน้นการกักเก็บน้ำในช่วงฝนตกลงมาให้ได้มากที่สุด และจัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคเป็นลำดับแรกควบคู่ไปกับการหาแหล่งน้ำสำรอง

2. การปรับตัวภาคการเกษตร

ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชใช้น้ำน้อย หรือพืชอายุสั้น เลื่อนเวลาการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับคาดการณ์ปริมาณฝน และการทำประกันภัยพืชผล

3. ความร่วมมือระดับภูมิภาค (ASEAN)

บังคับใช้และยกระดับข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดนอย่างจริงจัง เพื่อควบคุมการเผาในที่โล่งและไฟป่า

4. การเฝ้าระวังด้านสาธารณสุข

เตรียมระบบสาธารณสุขให้พร้อมรับมือกับโรคที่มากับความร้อน (Heatstroke) และโรคระบบทางเดินหายใจจาก PM2.5

ซูเปอร์เอลนีโญเป็นภัยธรรมชาติที่เราไม่สามารถหยุดยั้งได้ แต่เราสามารถลดทอนผลกระทบได้อย่างมหาศาลหากมีการเตรียมความพร้อมที่ดี การบูรณาการแผนการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ประชาชน

สำหรับประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นหนึ่งในจุดเปราะบางที่สุด วิกฤตนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของลมฟ้าอากาศ แต่เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจ และวิถีชีวิต

ที่มา

 

related