
SHORT CUT
ผลการสำรวจใหม่พบกลุ่ม Gen Z ในสหรัฐฯ ราว 55% วางแผนเปลี่ยนงานในช่วงสิ้นปี 2026 หวังเงินเดือนสูงขึ้น สวัสดิการดีขึ้น และโอกาสเติบโตในสายอาชีพ แม้ตลาดงานจะซบเซาและได้รับผลกระทบจาก AI ที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น
แม้การหางานจะเป็นเรื่องยากลำบากสำหรับคนวัยทำงานรุ่นใหม่ ท่ามกลางภาวะตลาดการจ้างงานที่ซบเซา รวมถึง AI ที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้นและการต้องแข่งขันกับผู้สมัครคนอื่นๆ อีกนับพันคน แต่กลุ่ม Gen Z ที่มีงานทำแล้วจำนวนไม่น้อยกลับเตรียมหางานใหม่
ข้อมูลจาก Robert Half บริษัทจัดหางานและสรรหาบุคลากร ระบุว่า วัยทำงาน Gen Z ราว 55% มีแผนย้ายงานภายในสิ้นปีนี้ เพิ่มขึ้นจาก 32% ในปี 2025 โดยโอกาสในการได้รับค่าตอบแทนที่สูงขึ้น สวัสดิการดีขึ้น และมีโอกาสเติบโตทางอาชีพการงาน ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเปลี่ยนงาน
‘ดอว์น เฟย์’ ประธานฝ่ายปฏิบัติการของ Robert Half กล่าวว่าว่า ความคาดหวังด้านอาชีพของคนรุ่นใหม่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะ Gen Z ที่ให้ความสำคัญกับการหางานซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายในอนาคต เมื่อรู้สึกว่าอาชีพหยุดนิ่งหรือมองไม่เห็นโอกาสเติบโต คนกลุ่มนี้มีแนวโน้มพร้อมออกไปสำรวจโอกาสใหม่ มากกว่าจะรอให้สถานการณ์ในที่ทำงานเดิมเปลี่ยนแปลง
สถานการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความย้อนแย้งที่น่าสนใจ เพราะคนทำงานจำนวนมากพยายามรักษางานปัจจุบันเอาไว้ ท่ามกลางสภาวะตลาดแรงงานในปัจจุบันซึ่งเต็มไปด้วยการลดตำแหน่งงานในกลุ่มพนักงานออฟฟิศ ขณะที่ AI ปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานและข้อได้เปรียบด้านค่าจ้างจากการย้ายงานก็ลดลง
ข้อมูลจากธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด (Fed) สาขานิวยอร์ก ระบุว่า ค่าเฉลี่ยของโอกาสที่คนทำงานจะหางานใหม่ได้หากตกงาน ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 43.1% ในเดือนธันวาคม ปี 2025
อย่างไรก็ตาม คนรุ่น Gen Z จำนวนมากกลับยังคงเตรียมพร้อมที่จะย้ายงาน เนื่องจากมองว่าโอกาสได้รับเงินเดือนที่สูงขึ้นและความยืดหยุ่นในการทำงาน อาจคุ้มกับความเสี่ยงในตลาดแรงงานที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง
เป็นเวลานานหลายทศวรรษที่คนทำงานรุ่นใหม่ได้รับคำแนะนำว่าการเปลี่ยนงานบ่อยๆ เป็นหนทางที่รวดเร็วที่สุดในการเพิ่มรายได้ แต่ในปัจจุบัน คนรุ่น Gen Z ที่คิดจะย้ายงานอาจไม่ได้รับค่าตอบแทนที่เพิ่มขึ้นมากนักเสมอไป
ข้อมูลปี 2025 จากธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขาแอตแลนตาระบุว่า คนทำงานที่ยังคงทำงานที่เดิมได้รับค่าจ้างเพิ่มขึ้น 4.6% ในช่วงเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ ส่วนผู้ที่เปลี่ยนงานได้รับค่าจ้างเพิ่มขึ้น 4.8% ซึ่งถือเป็นอัตราที่สูงกว่าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ขณะที่ส่วนต่างของเงินเดือนระหว่างผู้ทำงานที่เดิมกับผู้ที่เปลี่ยนงานลดลงจนแตะระดับต่ำสุดในรอบ 10 ปี
ขณะเดียวกัน การหางานใหม่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้สมัครต้องเผชิญกับปัญหา Ghost Jobs หรือประกาศรับสมัครงานที่ไม่มีตำแหน่งว่างจริง รวมถึง การเข้ามามีบทบาทแทนที่แรงงานมนุษย์ของ AI และกระบวนการจ้างงานที่ล่าช้า ส่งผลให้ Gen Z บางคนต้องร่อนใบสมัครงานนับพันครั้งหรือหาวิธีแปลกใหม่เพื่อเรียกความสนใจจากนายจ้าง
‘แดเนียล จ้าว’ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Glassdoor เว็บไซต์ด้านการจ้างงาน ระบุว่า โดยทั่วไปแล้ว คนทำงานจำนวนมากกังวลเรื่องความมั่นคงในหน้าที่การงาน หลังเห็นข่าวการปลดพนักงานครั้งใหญ่ตามหน้าสื่อ และรับรู้จากคนรอบตัวที่ถูกเลิกจ้างแล้วประสบปัญหาในการหางานใหม่
แม้แต่คนที่ยังมีงานทำก็อาจรู้สึกเหมือนติดแหง็กอยู่กับที่ เพราะสภาพตลาดแรงงานทำให้การหางานที่ดีกว่าเป็นเรื่องยาก และยังลดอำนาจการต่อรองในการขอขึ้นเงินเดือนหรือเลื่อนตำแหน่งภายในองค์กร
ความไม่แน่นอนดังกล่าวทำให้เกิดพฤติกรรมที่ Korn Ferry บริษัทที่ปรึกษาเรียกว่า Job Hugging หรือการเกาะงานปัจจุบันเอาไว้อย่างเหนียวแน่นสุดชีวิตเพราะไม่มั่นใจว่าจะสามารถหางานใหม่ได้
นอกจากนี้ สถานการณ์ในตลาดแรงงานยิ่งยากเป็นพิเศษสำหรับคนรุ่น Gen Z ที่เพิ่งเริ่มต้นเส้นทางอาชีพ โดยรายงานจาก Kickresume เมื่อเดือนพฤษภาคมระบุว่า นักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาในช่วงปี 2024 ถึงปี 2025 ราว 58% ยังอยู่ระหว่างหางานแรกทำ ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงมากเมื่อเทียบกับบัณฑิตจบใหม่ในปีก่อนหน้าที่มีสัดส่วนเพียง 25% เท่านั้น
ด้าน ZipRecruiter ระบุว่า ประกาศรับสมัครงานสำหรับตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นคิดเป็นเพียง 38.6% ของประกาศงานทั้งหมดในเดือนมีนาคม ลดลงจาก 44% ในปี 2023
ขณะเดียวกัน จำนวนการคลิกดูรายละเอียดการสมัครงานต่อ 1 ตำแหน่งเพิ่มขึ้นเกือบ 22% เมื่อเทียบปีต่อปี สะท้อนการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นเนื่องจากมีจำนวนผู้สมัครในตลาดแรงงานมากขึ้น
ถึงกระนั้น คนรุ่น Gen Z ยังคงต้องการสิ่งที่มากกว่าการมีงานทำเพียงอย่างเดียว สำหรับคนทำงานรุ่นใหม่ส่วนใหญ่แล้ว ค่าตอบแทนที่สูงขึ้น สวัสดิการที่ดีกว่า โอกาสก้าวหน้าในสายอาชีพ และความรู้สึกถึงคุณค่าหรือเป้าหมายในการทำงานยังถือเป็นสิ่งที่คุ้มค่าที่ทำให้พร้อมจะเสี่ยงเปลี่ยนงาน แม้จะเป็นช่วงเวลาที่ตลาดแรงงานมีความไม่แน่นอนสูงและไม่มีหลักประกันว่าจะสามารถหางานใหม่ได้ง่ายก็ตาม
ที่มา : Fortune