
SHORT CUT
จากหุ่นยนต์ Humanoid ที่เริ่มเข้าสู่โรงงาน ถึงโดรนที่ทำงานร่วมกับ AI สำรวจเกษตร โรงงาน และพื้นที่ภัยพิบัติ ถอดบทเรียนจากการดูงานจีนของ บทจ.3 เมื่อเทคโนโลยีกำลังกลายเป็นอุตสาหกรรม ไทยจะต่อยอดธุรกิจจากอะไรได้บ้าง
หุ่นยนต์ Humanoid ที่เดินและหยิบจับสิ่งของได้กำลังถูกพัฒนาให้เข้าไปทำงานในโรงงาน ขณะที่โดรนถูกใช้ตั้งแต่สำรวจพื้นที่เกษตร ตรวจระบบสาธารณูปโภค ไปจนถึงเข้าพื้นที่ภัยพิบัติ ส่วน AI กลายเป็นเทคโนโลยีที่ทำให้เครื่องจักรเหล่านี้รับข้อมูล วิเคราะห์ และทำงานได้ละเอียดขึ้น
ภาพเหล่านี้เห็นได้จากอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของจีน ซึ่งช่วงหลายปีที่ผ่านมาเร่งพัฒนา AI หุ่นยนต์ และโดรน พร้อมผลักจากงานวิจัยไปสู่การใช้งานในภาคธุรกิจมากขึ้น
ประสบการณ์จากการศึกษาดูงานของหลักสูตรผู้บริหารธุรกิจไทย-จีน รุ่นที่ 3 (บทจ.3) ที่ AGIBOT นครเซี่ยงไฮ้ และ Suzhou Industrial Park (SIP) เมืองซูโจว ทำให้เห็นทั้งความก้าวหน้าของเทคโนโลยี และระบบอุตสาหกรรมที่จีนสร้างขึ้นมารองรับ
ที่ บริษัท AGIBOT บริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ชั้นนำของจีน หนึ่งในเทคโนโลยีที่ได้รับความสนใจคือ Humanoid Robot หุ่นยนต์ที่มีโครงสร้างคล้ายมนุษย์ และกำลังพัฒนาให้เคลื่อนไหวได้เป็นธรรมชาติมากขึ้น
เรื่องยากของ Humanoid อยู่ที่รายละเอียดเล็ก ๆ ซึ่งมนุษย์ทำได้โดยแทบไม่ต้องคิด เช่น การรักษาสมดุลขณะเดิน การกะระยะ การยื่นมือไปหยิบของ หรือการใช้นิ้วจับวัตถุที่มีขนาดและน้ำหนักต่างกัน
หุ่นยนต์รุ่นใหม่จึงมีทั้งเซนเซอร์ ระบบควบคุมการเคลื่อนไหว และ AI ทำงานร่วมกัน เพื่อรับรู้สภาพแวดล้อมและเลือกวิธีตอบสนองต่อสถานการณ์
อย่างไรก็ตาม หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (Humanoid) ในวันนี้ยังห่างจากภาพหุ่นยนต์สารพัดประโยชน์แบบในหนัง การทำงานหลายอย่างยังต้องมีมนุษย์กำหนดคำสั่ง ป้อนข้อมูล ฝึกระบบ หรือควบคุมอยู่เบื้องหลัง
สิ่งที่เริ่มเห็นมากขึ้นคือการนำหุ่นยนต์ไปทดลองใช้กับงานที่มีรูปแบบชัดเจน เช่น ลำเลียงสินค้า ประกอบชิ้นส่วน โลจิสติกส์ งานบริการ และงานในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง
ภาคการแพทย์ก็เริ่มมีการใช้หุ่นยนต์ในหลายลักษณะ ตั้งแต่ระบบจัดและส่งยา การฟื้นฟูผู้ป่วย ไปจนถึงระบบช่วยผ่าตัดและการผ่าตัดทางไกล ซึ่งมีเงื่อนไขด้านความปลอดภัยและความแม่นยำสูงกว่าการใช้งานทั่วไป
สิ่งที่น่าสนใจจากการดูงานไม่ได้อยู่เฉพาะตัวหุ่นยนต์ การที่บริษัทหนึ่งจะผลิต Humanoid ขึ้นมาได้ ต้องพึ่งพาชิ้นส่วนจำนวนมาก ทั้งมอเตอร์ เซนเซอร์ กล้อง แบตเตอรี่ ชิป ระบบควบคุม ซอฟต์แวร์ และโมเดล AI รวมถึงโรงงานและบุคลากรที่รองรับการผลิต
จีนมีข้อได้เปรียบจากฐานการผลิตและ Supply Chain ที่อยู่ใกล้กัน เมื่อบริษัทต้องการทดลอง เปลี่ยนชิ้นส่วน หรือผลิตต้นแบบ กระบวนการจึงทำได้ค่อนข้างเร็ว
ขณะเดียวกัน AI หุ่นยนต์ และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงยังถูกกำหนดไว้ในนโยบายระดับประเทศ มีทั้งการลงทุน การวิจัย การพัฒนาบุคลากร และพื้นที่สำหรับทดลองเทคโนโลยี
จังหวะการพัฒนาเทคโนโลยีของจีนจึงมาจากหลายส่วนที่ทำงานต่อกัน ตั้งแต่นโยบาย เงินทุน งานวิจัย โรงงาน Supply Chain ไปจนถึงตลาดที่มีขนาดใหญ่พอให้ทดลองใช้งานจริง
อีกภาพหนึ่งเห็นได้จากการศึกษาดูงานที่ Suzhou Industrial Park (SIP) ซึ่งมีการพัฒนาอุตสาหกรรมเกี่ยวกับโดรนและ Low-Altitude Economy
โดรนในจีนถูกนำไปใช้กับงานหลากหลาย ตั้งแต่เกษตรกรรม การขนส่ง การสำรวจพื้นที่ ตรวจโครงสร้างพื้นฐาน เฝ้าระวัง ไปจนถึงงานกู้ภัย
ภาคเกษตรสามารถใช้โดรนบินเก็บภาพพื้นที่เพาะปลูก แล้วนำภาพเข้าสู่ระบบ AI เพื่อวิเคราะห์สุขภาพพืชหรือหาความผิดปกติของพื้นที่
ในสถานการณ์ภัยพิบัติ โดรนสามารถเข้าไปสำรวจจุดที่รถหรือเจ้าหน้าที่เข้าถึงได้ยาก ใช้ประเมินพื้นที่ หรือขนส่งสิ่งของบางประเภท
โรงงานและระบบสาธารณูปโภคก็เป็นตลาดอีกกลุ่มหนึ่ง เช่น การบินตรวจพื้นที่สูง สายส่ง ระบบอาคาร หรือจุดเสี่ยงที่ปกติต้องส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจด้วยตัวเอง
เมื่อข้อมูลจากโดรนถูกเชื่อมเข้ากับ AI ประโยชน์จึงอยู่ที่ข้อมูลที่เก็บกลับมาด้วย ภาพจำนวนมากสามารถถูกวิเคราะห์เพื่อหาความผิดปกติ ประเมินสถานการณ์ หรือใช้ประกอบการตัดสินใจได้เร็วขึ้น
'ถ้าไทยซื้อแต่ Hardware เงินก็ไหลออกไปกับ Hardware' ตรงนี้เป็นประเด็นที่ถูกนำมาแลกเปลี่ยนกันหลังการดูงาน
ไทยมีตลาดสำหรับโดรนและระบบอัตโนมัติอยู่แล้ว แต่หากธุรกิจส่วนใหญ่จบอยู่ที่การนำเข้าอุปกรณ์สำเร็จรูป มูลค่าจำนวนมากก็จะอยู่กับผู้ผลิตเทคโนโลยีต้นทาง
ยังมีธุรกิจอีกหลายส่วนที่อยู่รอบตัวอุปกรณ์ ตั้งแต่ซอฟต์แวร์ควบคุม ระบบวิเคราะห์ภาพด้วย AI แพลตฟอร์มข้อมูล ระบบแผนที่ การบริหารจัดการเที่ยวบิน ตลอดจนบริการที่ออกแบบให้เหมาะกับแต่ละอุตสาหกรรม
บางส่วนเป็นพื้นที่ที่ผู้ประกอบการไทยสามารถพัฒนาเองได้ โดยไม่ต้องเริ่มจากการสร้างหุ่นยนต์หรือโดรนทั้งระบบ
จากการดูงานที่ SIP ยังพบระบบสนับสนุนผู้ประกอบการแบบ One Stop Service ซึ่งรวมกระบวนการวิจัย ผลิต ทดลอง ทดสอบ ขออนุญาต และนำเทคโนโลยีเข้าสู่ตลาดไว้ในพื้นที่เดียวกัน
เรื่องนี้มีผลโดยตรงกับความเร็วของธุรกิจเทคโนโลยี เพราะบริษัทที่มีผลิตภัณฑ์ใหม่ต้องผ่านทั้งการทดสอบ มาตรฐาน และข้อกำกับจำนวนมาก หากแต่ละขั้นตอนแยกกันอยู่คนละหน่วยงาน ระยะเวลาพัฒนาผลิตภัณฑ์ก็ยาวขึ้นตามไปด้วย
สำหรับไทย ประเด็นนี้เกี่ยวข้องกับทั้งภาครัฐ มหาวิทยาลัย ภาควิจัย และเอกชน โดยเฉพาะการนำงานวิจัยออกมาทดลองใช้จริง และการสร้างกฎที่รองรับเทคโนโลยีใหม่ซึ่งบางครั้งเกิดเร็วกว่ากฎหมาย
เรื่องแรงงานถูกพูดถึงในการแลกเปลี่ยนครั้งนี้เช่นกัน โดยงานที่ทำซ้ำ มีขั้นตอนชัดเจน ต้องการความแม่นยำสูง หรือมีความเสี่ยง เป็นกลุ่มที่ระบบอัตโนมัติเข้ามารับหน้าที่ได้มากขึ้น
ขณะเดียวกัน การใช้หุ่นยนต์ก็สร้างงานอีกชุดตามมา ตั้งแต่การควบคุมระบบ ดูแลเครื่องจักร พัฒนาซอฟต์แวร์ วิเคราะห์ข้อมูล ไปจนถึงการออกแบบวิธีนำเทคโนโลยีไปใช้กับธุรกิจแต่ละประเภท
เรื่องแรงงานจึงไม่ได้มีคำตอบง่าย ๆ ว่าหุ่นยนต์จะมาแย่งงานกี่ตำแหน่ง เพราะผลกระทบจะแตกต่างกันตามอุตสาหกรรมและลักษณะงาน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วคือทักษะที่ตลาดต้องการกำลังเปลี่ยนตามเทคโนโลยี
สำหรับประเทศไทย การศึกษาดูงานครั้งนี้ทำให้เห็นพื้นที่ที่สามารถต่อยอดได้หลายทาง ทั้งซอฟต์แวร์ AI ระบบข้อมูล การประยุกต์หุ่นยนต์และโดรนกับอุตสาหกรรมที่ไทยมีอยู่แล้ว การพัฒนาบุคลากร รวมถึงการเชื่อมธุรกิจและเทคโนโลยีจากจีนเข้าสู่ตลาดอาเซียน
กิจกรรมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ดูงานเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรผู้บริหารธุรกิจไทย-จีน รุ่นที่ 3 จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน ผ่านสถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย-จีน ร่วมกับศูนย์เอเชียแอฟริกา China Media Group (CMG) และหอการค้าไทย-จีน ภายใต้การสนับสนุนอย่างเป็นทางการจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย โดยกลุ่มมังกรและกลุ่มกิเลนแลกเปลี่ยนประสบการณ์ดูงานบริษัท AGIBOT ที่นครเซี่ยงไฮ้ ส่วนกลุ่มหงส์และกลุ่มสิงห์ถ่ายทอดประสบการณ์ดูงานที่เขตอุตสาหกรรมซูโจว (Suzhou Industrial Park) ในมณฑลเจียงซู ประเทศจีน