Spring News

สุทิน คลังแสง : รัฐบาลต้องยอมรับความจริง ! ประชาชนมีมติไม่ไว้วางใจ

03 ก.ย. 2564 เวลา 9:27 น. 179

SpringNews สัมภาษณ์สุทิน คลังแสง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ประธานวิปฝ่ายค้าน ขุนศึกคนสำคัญในการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ และ 5 รัฐมนตรี ซึ่งไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร สุทินก็ชี้ว่า ประชาชนมีมติไม่ไว้วางใจไปแล้ว

ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ ระหว่างวันที่ 31 ส.ค. - 4 ก.ย. 64 ถือเป็นช็อตที่ต้องจับตาเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะมีสัญญาณต่างๆ บ่งบอกมากมาย ที่จะทำให้รัฐบาลต้องคิดหนักว่าจะอยู่ หรือแยกย้ายก่อนครบเทอม

SpringNews สัมภาษณ์สุทิน คลังแสง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ประธานวิปฝ่ายค้าน ขุนศึกคนสำคัญในการอภิปรายฯ ที่การันตีว่า จัดหนักจัดเต็มแน่นอน ให้สมกับสถานภาพพรรคผู้นำฝ่ายค้าน เพื่อตอกย้ำมติประชาชน ที่สุทินมองว่า ไม่ไว้วางใจรัฐบาล ไปแล้ว

การอภิปรายครั้งนี้ จะเจาะลึกในรายละเอียด ที่สังคมสงสัย

สุทิน คลังแสง มองความสัยหายที่เกิดขึ้นจากการบริหารจัดการที่ผิดพลาด ได้ส่งผลกระทบอย่างประเมินค่าไม่ได้ และในครั้งนี้ ฝ่ายค้านก็จะทำหน้าที่เจาะลึกในรายละเอียดของปัญหาต่างๆ เพื่อให้สังคมได้เห็นอย่างลึกซึ้ง และชัดเจนยิ่งขึ้น

“ต้องเรียนอย่างนี้ว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจเที่ยวนี้ มันเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่พิเศษกว่าทุกครั้งพิเศษคือ โดยประเด็น และเนื้อหาสาระเนี่ย ไม่มีอะไรที่เป็นความลับลึกลับซับซ้อน เป็นประเด็นที่สังคมรู้อยู่แล้ว สังคมอภิปรายอยู่แล้ว และก็สอดคล้องกับอารมณ์ ของสังคมอยู่แล้ว นั่นก็คือเรื่องโควิด เรื่องเศรษฐกิจ

“แล้วก็ประเด็นที่สำคัญที่สุดก็คือ ประเด็นนี้สังคมได้อภิปรายล่วงหน้าไปแล้วนะ แล้วก็ลงมติแล้วนะ ผมก็เข้าใจว่าลงมติว่าไม่ไว้วางใจแล้วนะ สังคมนะ

“แต่ว่าโดยทางรูปแบบ ฝ่ายค้านวันนี้ก็จะตอกย้ำให้กับสังคม พูดแทนสังคม ขมวดให้กับสังคมว่า วันนี้การบริหารของรัฐบาล ล้มเหลวผิดพลาด และสร้างความเสียหายร้ายแรง ความเสียหายครั้งนี้ มันประเมินค่าไม่ได้ เป็นความเสียหายที่สูงที่สุดในความเป็นมนุษย์ คือชีวิตและความตาย

“เช่นวันนี้นี่ สังคมอาจจะสงสัยว่า ทำไมวัคซีนถึงไม่มา หรือมา ก็มาช้า หรือมาแล้วก็ไม่มีคุณภาพ ที่อยากได้ทำไมไม่ได้ นี่สังคมรู้ และสังคมก็นินทากัน ก็มีทุจริต นี่สังคมรู้นะ

“แต่ฝ่ายค้านมีหน้าที่ตามไปบอกว่า ที่มันมาช้า เพราะที่ตั้งข้อสังเกตกันวันนี้ ใช่ เพราะอย่างนี้ๆ แล้วทำไมยี่ห้ออื่นทำไมไม่มา สังคมก็ตั้งสมมติฐานต่างๆ นานา เราก็จะบอกว่า ใช่ เพราะมันมีหลักฐาน เพราะฉะนั้นเนี่ย ประเด็นนี้ สังคมรู้อยู่แล้ว สังคมคิดไปอยู่แล้ว แต่เรามีหน้าที่เจาะลึกลงไปอีก ให้ได้คำตอบจบสิ้น”

สุทิน คลังแสง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บดขยี้แผลนโนบายวัคซีน ทำไมต้องซิโนแวค

ซิโนแวค แม้จะเป็นบาดแผลของรัฐบาล ที่ถูกสังคมโจมตีมาอย่างต่อเนื่อง แต่ถึงกระนั้นก็ตามที่ รัฐบาลก็ตะบี้ตะบันสั่งต่อไป เพราะอะไร ? ในการอภิปรายครั้งนี้ สุทินยืนยันว่า ประชาชนจะได้รับคำตอบอย่างแน่นอน

“เราก็จะบอกว่า ทำไมมันถึงต้องเป็นแค่ซิโนแวค เรารู้ว่ามันไม่มีคุณภาพ ทำไมยังต้องสั่ง แล้วรู้ว่าชาวบ้านไม่อยากฉีด แล้ววันนี้เขาจะมีลูกเล่นอะไร ที่จะพูดง่ายๆ ว่าสับขาหลอก หรือใช้กลยุทธ์ทางการตลาด มาขายสินค้าที่เขาอยากขาย ประสงค์จะขาย ยัดเยียดแล้วไม่พอ จำเป็นต้องมีการขายพ่วง

“สิ่งเหล่านนี้จะให้คำตอบกับประชาชนได้ เพราะฉะนั้นอาจจะสงสัยว่า ทำไมต้องเป็นซิโนแวคเท่านั้น เดี๋ยวจะรู้วันอภิปราย อดใจไว้ก่อน

“หรือทำไมต้องเป็นแอสตร้าฯ ด้วย ทำไมแอสตร้าฯ ไม่มา ทำไมมาช้า อันนี้เดี๋ยวรู้ ทำไมไซเฟอร์ ไม่ได้มา ทำไมโมเดอร์นา ไม่ได้มาสักที อย่างนี้เราจะบอก พอบอกแล้ว พอสังคมรู้แล้วเนี่ย เราก็จะถามรัฐบาลว่า แล้ววันนี้มีความชอบธรรมที่จะอยู่ไหม

“แต่ที่ผมแปลกใจก็คือ ขนาดนี้แล้วรัฐบาลยังไม่เปลี่ยนวัคซีนอีก ก็ไม่ใช่ว่าสังคมจะไม่จับได้ไล่ทันนะ ถึงฝ่ายค้านไม่บอก ผมว่าสังคมก็พอจะรู้ เชื่อได้ว่า มันมีอะไร คุณยังไม่เปลี่ยนระบบหาวัคซีน คุณยังตะบี้ตะบันแบบเดิมอยู่ ยี่ห้อที่ประชาชนอยากได้ เขาก็ไม่ปฏิเสธนะ ให้เอาเข้ามา แต่ใช่เทคนิคดีเลย์ ดึงเวลาออกไป โมเดอร์นา ไฟเซอร์ จอหน์สัน เนี่ย เขาก็บอกว่าเขาไม่ปฏิเสธ แต่นู้น กี่เดือนล่ะ สิ้นปี แล้วโควิดมันรอไหมสิ้นปี ใช่ไหม คนก็ตายทุกวัน”

สุทิน คลังแสง

บริหารล้มเหลวขนาดนี้ ถ้าเป็นประเทศอื่นๆ นายกฯ ลาออกไปแล้ว

ความรับผิดชอบว่าเป็นจริยธรรมที่ผู้นำต้องมี ซึ่งมีตัวอย่างมากมายในประเทศต่างๆ ที่เมื่อผู้นำบริหารจัดการผิดพลาด ก็แสดงความรับผิดชอบ ด้วยการลาออกจากตำแหน่ง ส่วนในกรณรของผู้นำไทยนั้น สุทินได้แสดงความคิดเห็นว่า  

“จริงๆ แล้ววันนี้เนี่ย เท่าที่สังคมอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล คือทุกวันนี่นะ สังคมทั้งหมอ แพทย์ ชาวบ้าน ทั้งอะไรเต็มไปหมด ที่อภิปรายอยู่ทุกวันนี้ เก็ตเอาท์ เก็ตเอาต์ คอลเอาต์ คอลเอาต์ มันถึงระดับที่รัฐบาล สมควรที่จะออกแล้วแหละ ที่ประเทศอื่น อย่างใกล้บ้านเรา มาเลเซีย เขายังไม่ต้องเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจเลย นายกฯ เขาก็ลาออกแล้ว เพราะสังคมอภิปราย

“เมืองไทยก็ยิ่งหนักกว่ามาเลเซีย สังคมอภิปรายหนัก แต่เขายังไม่ออก แล้วพอมาถึงมือฝ่ายค้านล่ะ จะออกไหม ? ผมก็คิดว่า จริงๆ ไม่ถึงมือเราก็ควรออกแล้ว พอมาถึงมือเราก็คิดว่า ถ้าไม่ออก เราต้องมาคิดกันใหม่แล้วประเทศไทยเอาอย่างไร ระบบนี้มันใช้ไม่ได้แล้ว แล้วเราฝากไว้กับสำนึก คุณธรรมจริยธรรม สำนึกรับผิดชอบ มันใช้ไม่ได้แล้ว จะเอาอย่างไร”

รัฐบาล เจอทั้งศึกในสภา และนอกสภา เพราะกติกาที่ไม่เป็นธรรม

ในครั้งอภิปรายครั้งนี้ รัฐบาลเจอทั้งศึกในและศึกนอกสภา จริงอยู่ศึกในสภา รัฐบาลอาจยังได้เปรียบ แต่สำหรับศึกนอก ที่มีม็อบรายวัน สุทินวิเคราะห์ว่า มันเป็นผลพ่วงจากกติกา ที่ไม่ชอบธรรม ที่ย้อนกลับมาทิ่มตำรัฐบาล ในวันนี้

“นี่แหละมันคงปัญหาเก่า มันผูกติดขามาเรื่อยๆ คุณไม่ยอมสลัดปัญหาเก่าออกสักที เพราะฉะนั้นจะทำอะไร มันก็ติดปัญหานี้อยู่ เพราะฉะนั้นการชุมนุม หรือไม่ยอมรับรัฐบาล มันก็มีมาแต่ต้น ตั้งแต่คุณยึดอำนาจเข้ามา และคุณเชียร์รัฐธรรมนูญฉบับนี้เข้ามา 

“รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่คนไม่ยอมรับ มันก็มาเลือกตั้งได้รัฐบาลที่ไม่ยอมรับ เราก็ได้รัฐบาลที่ไม่ยอมรับ เพราะฉะนั้นการไม่ยอมรับมันมีมาแต่ต้น แรงเสียดทานข้างนอก ขบวนการประชาชน ม็อบ มันก็มีมาเรื่อยๆ พอมีมาเรื่อย คุณก็ไม่ได้แก้

“นอกจากวันนี้ไม่ได้แก้แล้ว อนาคตเขาก็ไม่มี เพราะนั้นปัญหาเก่าคุณสลัดไม่ออก มันก็พันกันมาอย่างนี้ แล้ววันนี้ผมก็ยังไม่เห็นสัญญาณว่า คุณจะสลัดออกได้ เพราะคุณยังยึดถือแนวทางเดิมคุณอยู่ มันก็จะเป็นปัญหาผูกกันอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ รัฐธรรมนูญก็ยังไม่แก้ อะไรก็ยังไม่ทำ การชุมนุมก็ยังมีอย่างนี้ไปตลอด”

สุทิน คลังแสง

รอยร้าวระหว่างเพื่อไทยกับก้าวไกล จะส่งผลกระทบกับการอภิปรายหรือไม่ ?

จากกรณีการกระทบกันก่อนหน้านี้ ระหว่างเพื่อไทย และก้าวไกล ก็ทำให้หลายคนอดกังวลไม่ได้ว่า อาจจะทำให้การอภิปรายลดความเข้มข้น แต่สุทินยืนยันว่า ทั้งสองพรรคยังสามัคคีกันดี และจะร่วมกันบดขยี้รัฐบาล ให้สมกับเจตนาของประชาชน

“ถ้าไปศึกษาในอดีต ไม่มีพรรคร่วมชุดไหน ที่เป็นเอกภาพมากเท่าพรรคร่วมชุดนี้นะ ในอดีตพรรคร่วมฝ่ายค้านไม่เคยร่วมตัวกันได้อย่างนี้หรอก อย่างสมมติประชาธิปัตย์ เป็นฝ่ายค้าน มีพรรคร่วมไม่กี่พรรค พวกนั้นก็ไม่ได้มีบทบาท ประชาธิปัตย์ก็นำเดี่ยว แต่นี่เป็นการนำหมู่ที่ชัดเจนที่สุด แล้วการนำหมู่ มันก็ไม่ใช่จะไม่มีอะไรแตกต่างกันนะ ไม่ใช่จะเห็นด้วยกัน 100 % บางเรื่องก็เห็นด้วยกัน ก็ไปด้วยกัน 100 %

“ยุทธศาสตร์หลัก โอเค มุ่งหวังอันเดียวกัน ประชาธิปไตย ตรวจสอบ ล้มรัฐบาลเผด็จการ แต่รายละเอียดมันคิดต่างกัน บางครั้งมันจะดูเหมือนขัดแย้งกัน จะเห็นง่ายๆ เลยว่า เมื่อไม่นานมานี้ เรามีปัญหาเรื่องงบประมาณ 1.6 หมื่นล้าน ก้าวไกลก็ออกมาตีเพื่อไทย คนก็ตกใจเลยว่า โอ๊ย ตายแล้ว แตกแล้ว พรรคฝ่ายค้าน

“แต่ผ่านมาไม่กี่วัน ผมก็นำฝ่ายค้านทุกพรรค ไปยื่นดำเนินคดีกับคุณประยุทธ์ กรณีศาลแพ่งสั่งคุ้มครอง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ฉบับ 29 กรณีปิดปากสื่อมวลชนน่ะ พอศาลแพ่งสั่งยกเลิก พวกผมก็ไปยื่นดำเนินคดีเลย แล้วก็ไปด้วยกันทุกพรรค ก้าวไกลก็ยืนอยู่ด้วยกับผม

“อันนี้คือเราเห็นตรงกันก็ทำด้วยกัน แต่อันไหนที่เห็นต่างกัน ซึ่งเป็นไปได้ มันเห็นต่างกันได้ ก็แยกกันทำ แต่ว่าจะพูดกระทบกระทั่งกันบ้าง ทางการเมืองมีบ้าง แต่ว่าถ้าคนมันมียุทธศาสตร์ หรือเป้าหมายเดียวกัน จิตสำนึกประชาธิปไตยด้วยกัน มันไม่นานก็คุยกันได้อีก”

แคมเปญ ลงมติไม่ไว้วางใจคู่ขนาน ทั้งในสภาและนอกสภา

ในศึกซักฟอกครั้งนี้ เพื่อไทยได้ผุดแคมเปญลงติคู่ขนาน ไม่ไว้วางใจนายกฯ ทั้งในและนอกสภา โดยสามารถเข้าไปดูรายละเอียดได่ที่ เพจเฟซบุ๊กพรรคเพื่อไทย

“นี่คือการอภิปรายควบคู่กัน ระหว่างประชาธิปไตยในสภา คือตัวแทน ส่วนพี่น้องประชาชน ก็เป็นประชาธิปไตยทางตรง ถ้าเราทำควบคู่กันไปอย่างนี้ การเมืองจะมีพลัง แล้วรัฐบาลจะอยู่ได้ก็ให้อยู่ไป ผมจึงฝากเป็นวลีสุดท้ายว่า เผด็จการ หรือจะต้านมติมหาชน”

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด