High Tech, High Touch: PRIDE เมื่อบางกอกและบอสตันเป็นสีรุ้ง

High Tech, High Touch: PRIDE เมื่อบางกอกและบอสตันเป็นสีรุ้ง

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แชร์ประสบการณ์ร่วมงาน Boston Pride ในรัฐแมสซาชูเซตส์ที่เป็นรัฐแรกในสหรัฐฯ ที่ผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียม

SHORT CUT

  • พิธาเล่าบรรยากาศงาน Pride Parade ในกรุงเทพฯ และบอสตัน ซึ่งมีพลังงานและความรู้สึกของการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่คล้ายคลึงกัน
  • ย้อนรอยเส้นทางการต่อสู้เพื่อสมรสเท่าเทียมในรัฐแมสซาชูเซตส์ รัฐแรกในสหรัฐอเมริกาที่ทำให้การแต่งงานของเพศเดียวกันถูกกฎหมาย
  • วัฒนธรรมและศิลปะคือส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางสังคมควบคู่ไปกับกฎหมาย เพื่อสร้างการยอมรับในความหลากหลาย

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แชร์ประสบการณ์ร่วมงาน Boston Pride ในรัฐแมสซาชูเซตส์ที่เป็นรัฐแรกในสหรัฐฯ ที่ผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียม

ในคอลัมน์ High Tech, High Touch ที่ผ่านมา ผมพาผู้อ่านสำรวจโลกของ “High Tech” ตั้งแต่ปัญญาประดิษฐ์ รถยนต์ไร้คนขับ ไปจนถึงการแข่งขันทางเทคโนโลยีระหว่างมหาอำนาจ และพูดถึงอีกครึ่งหนึ่งของชื่อคอลัมน์ นั่นคือ “High Touch” โลกของวัฒนธรรม ศิลปะ การออกแบบ และเรื่องราวที่ทำให้ผู้คนรู้สึกเชื่อมโยงกัน เพราะหากเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่เปลี่ยนวิถีชีวิตของเรา วัฒนธรรมก็มักเป็นสิ่งที่กำหนดว่าผู้คนจะอยู่ร่วมกันอย่างไร

ช่วงต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ผมมีโอกาสไปร่วมงาน Boston Pride เป็นครั้งแรกครับ ขณะที่พาลูกสาวเดินอยู่ท่ามกลางผู้คนหลายหมื่นคนในใจกลางเมืองบอสตัน เพลง I’m Coming Out ของ Diana Ross ดังขึ้นเป็นระยะตลอดเส้นทาง ผู้คนหลากหลายวัยร้องตามได้แทบทุกคำ บางคนเต้น บางคนโบกธงสีรุ้ง บางคนเพียงยิ้มให้กันระหว่างทาง แต่สิ่งที่สัมผัสได้เหมือนกันคือความรู้สึกภาคภูมิใจในการเป็นตัวของตัวเอง และความรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของสังคม

ยิ่งเดินก็ยิ่งนึกถึง Bangkok Pride ที่เคยมีโอกาสเข้าร่วมหลายครั้งในสมัยเป็นหัวหน้าพรรคก้าวไกล แม้กรุงเทพฯ และบอสตันจะอยู่คนละซีกโลก แต่บรรยากาศกลับมีบางอย่างคล้ายกันอย่างน่าประหลาด ทั้งพลังงานของผู้คน ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม และความเชื่อว่าทุกคนควรได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม และนั่นคงเป็นพลังของวัฒนธรรมที่ผู้คนซึ่งยึดถือคุณค่าเดียวกันสามารถส่งต่อถึงกัน แม้จะอยู่ห่างกันคนละทวีปก็ตาม

High Tech, High Touch: PRIDE เมื่อบางกอกและบอสตันเป็นสีรุ้ง

เมื่อซึมซับบรรยากาศแล้ว ผมไม่แปลกใจที่ได้ทราบว่ารัฐแมสซาชูเซตส์เป็นรัฐแรกในสหรัฐที่ผ่านสมรสเท่าเทียม และได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในรัฐที่เปิดกว้างต่อความหลากหลายมากที่สุดของอเมริกา

แต่ภาพที่เห็นในวันนี้ดูเป็นเรื่องปกติจนหลายคนอาจลืมไปว่า กว่าที่สังคมจะเดินมาถึงจุดนี้ได้ เคยผ่านการถกเถียง ความรุนแรง และความขัดแย้งอย่างหนักเพียงใด ผมจึงลองย้อนกลับไปดูว่า เส้นทางสู่สมรสเท่าเทียมของรัฐแมสซาชูเซตส์เริ่มต้นขึ้นได้อย่างไร

เรื่องราวเป็นอย่างนี้ครับ ทุกอย่างเริ่มจากคนธรรมดาเพียง 7 คู่ที่ตัดสินใจยื่นฟ้องรัฐหลังถูกปฏิเสธการออกใบอนุญาตสมรส พวกเขาเป็นครู เป็นบุคลากรทางการแพทย์ เป็นวิศวกร เป็นพ่อแม่ที่กำลังเลี้ยงดูลูก ใช้ชีวิตร่วมกันมานานหลายปี ดูแลกันยามเจ็บป่วย และรับผิดชอบต่อสังคมไม่ต่างจากประชาชนคนอื่น สิ่งที่แตกต่างมีเพียงอย่างเดียว คือกฎหมายยังไม่ยอมรับว่าพวกเขาเป็นครอบครัวเดียวกัน

Julie and Hillary Goodridge

หนึ่งในคู่รักเหล่านั้นคือ Julie และ Hillary Goodridge ซึ่งกำลังเลี้ยงดูลูกสาวด้วยกัน คดีของพวกเธอในเวลาต่อมากลายเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่รู้จักกันในชื่อ Goodridge v. Department of Public Health

เดือนพฤศจิกายน ปี 2003 ศาลสูงสุดของรัฐแมสซาชูเซตส์มีคำพิพากษาว่าการปฏิเสธการสมรสของคู่รักเพศเดียวกันขัดต่อรัฐธรรมนูญของรัฐ คำตัดสินดังกล่าวสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วประเทศ เพราะในเวลานั้นยังไม่มีรัฐใดในอเมริกาที่อนุญาตการสมรสเพศเดียวกัน คนอเมริกันส่วนใหญ่ยังไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ ประธานาธิบดี George W. Bush สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญของประเทศเพื่อกำหนดให้การสมรสเกิดขึ้นได้เฉพาะระหว่างชายและหญิง ขณะที่กลุ่มศาสนา นักการเมือง และองค์กรภาคประชาชนจำนวนมากออกมาคัดค้านอย่างหนัก

ผู้คนในเวลานั้นไม่มีใครรู้ว่าความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะอยู่รอดหรือไม่ หลายเดือนหลังคำพิพากษา มีความพยายามอย่างต่อเนื่องในการแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐเพื่อกลับคำตัดสิน ฝ่ายสนับสนุนกังวลว่าชัยชนะที่เพิ่งได้รับอาจหายไปได้ทุกเมื่อ ขณะเดียวกันบรรยากาศทางสังคมในอเมริกาก็ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

อีกทั้งก่อนหน้านั้นเพียงไม่กี่ปี ประเทศเพิ่งเผชิญเหตุสะเทือนใจจากการเสียชีวิตของ Matthew Shepard นักศึกษาหนุ่มวัย 21 ปีที่ถูกทำร้ายจนเสียชีวิตเพราะเป็นเกย์ เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นสัญลักษณ์ของอคติที่คน LGBTQ+ จำนวนมากยังต้องเผชิญ หลายคนยังไม่กล้าเปิดเผยตัวตนในที่ทำงาน หลายคนยังไม่กล้าบอกครอบครัวว่าตนเองเป็นใคร และยังไม่มีใครรู้ว่าสังคมอเมริกันกำลังมุ่งหน้าไปในทิศทางใด

David Wilson, and Robert Compton at the Arlington Street Church in Boston on May 17, 2004.

กระทั่งวันที่ 17 พฤษภาคม 2004 มาถึง คู่รักจำนวนมากเริ่มมาต่อแถวหน้าศาลาว่าการเมืองต่างๆ ทั่วรัฐแมสซาชูเซตส์ตั้งแต่หลังเที่ยงคืน บางคนนำเก้าอี้พับมานั่งรอ บางคนถือดอกไม้ บางครอบครัวพาลูกมาร่วมเป็นสักขีพยาน หลายคนใช้เวลารอวันนี้มานานนับสิบปี

เมื่อใบอนุญาตสมรสฉบับแรกถูกออกให้ ภาพของคู่รักที่โอบกอดกันด้วยน้ำตาถูกเผยแพร่ไปทั่วโลก สำหรับคนภายนอก มันอาจเป็นเพียงเอกสารหนึ่งแผ่น แต่สำหรับคนที่ยืนอยู่ตรงนั้น มันคือการได้รับการยอมรับจากรัฐว่าชีวิต ครอบครัว และความรักของพวกเขามีคุณค่าไม่ต่างจากใคร

ความเปลี่ยนแปลงที่เริ่มต้นจากรัฐเดียวค่อยๆ ขยายไปยังรัฐอื่น ก่อนที่ศาลสูงสุดของสหรัฐอเมริกาจะมีคำวินิจฉัยในปี 2015 รับรองการสมรสเท่าเทียมทั่วประเทศ

แต่หากมองลึกลงไป ความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากกฎหมายเพียงอย่างเดียว คำพิพากษาของศาลอาจเปิดประตู แต่สิ่งที่ทำให้ผู้คนพร้อมจะเดินผ่านประตูบานนั้น คือวัฒนธรรม

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา หนังสือ ภาพยนตร์ ละครโทรทัศน์ ดนตรี และงานศิลปะ ค่อยๆ ทำให้สังคมมองเห็นชีวิตของผู้คนที่เคยถูกมองข้าม เรื่องราวที่เคยอยู่ในเงามืดถูกเล่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผ่านตัวละครในนิยาย ผ่านภาพยนตร์ ผ่านบทเพลงที่ผู้คนร้องตามได้ หรือผ่านศิลปินที่กล้าเป็นตัวของตัวเองในพื้นที่สาธารณะ เมื่อผู้คนเริ่มมองเห็นความเป็นมนุษย์ของกันและกัน สิ่งที่เคยถูกมองว่าเป็นประเด็นทางการเมืองก็ค่อยๆ กลายเป็นเรื่องของเพื่อน พี่น้อง ลูกหลาน หรือคนที่เรารัก

ประวัติศาสตร์จึงมักไม่ได้เปลี่ยนทิศทางเพราะนักการเมืองหรือผู้พิพากษาเพียงอย่างเดียว หากเปลี่ยนเพราะนักเขียน นักดนตรี ศิลปิน ผู้กำกับภาพยนตร์ และผู้คนธรรมดาที่ช่วยกันเล่าเรื่องใหม่ให้สังคมได้ยิน จนสังคมพร้อมจะยอมรับสิ่งที่กฎหมายยังตามไม่ทัน

บางทีนี่อาจเป็นความสำเร็จสูงสุดของการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เมื่อสิ่งที่เคยเป็นความฝันของคนรุ่นหนึ่ง กลายเป็นเรื่องธรรมดาของคนอีกรุ่นหนึ่ง

เมื่อเพลง I’m Coming Out ดังขึ้นอีกครั้งท่ามกลางผู้คนหลายหมื่นคนในบอสตัน ผมจึงไม่ได้คิดถึงเพียงแค่ขบวนพาเหรดตรงหน้า หากนึกถึงหนังสือที่ช่วยเปลี่ยนมุมมองของผู้คน เพลงที่ช่วยสร้างความกล้าหาญ ภาพยนตร์ที่ช่วยสร้างความเข้าใจ และงานศิลปะที่ช่วยเปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้มองเห็นกันและกันในฐานะมนุษย์ ไม่ว่าจะบางกอกหรือบอสตันก็ตาม

related