สิทธิมนุษยชนในเกาหลีเหนือ เรื่องที่ทรัมป์-คิม จะไม่เอ่ยถึง

ทั่วโลกต่างจับตาการประชุมสุดยอดระหว่างผู้นำสหรัฐฯและเกาหลีเหนือ ด้วยหัวข้อการปลดอาวุธนิวเคลียร์ ที่ทั้งสองรัฐบาลให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก แต่ก็มีประเด็นมากมายที่เป็นปัญหา แต่นักวิเคราะห์แทบฟันธงว่า จะไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือ

การปลดอาวุธนิวเคลียร์ แลกกับการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ เป็นสิ่งที่รัฐบาลสหรัฐฯและเกาหลีเหนือ ประกาศชัดว่าเป็นหัวข้อหารือสำคัญในวันที่ 12 มิถุนายนนี้ แต่หากหยิบยกโครงการนิวเคลียร์เกาหลีเหนือออกไป จะพบว่าประเทศนี้มีปัญหาที่ฝังรากลึกอยู่มากมาย

ระบอบเผด็จการ
ประการแรก คือ ระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ ภายใต้การนำของตระกูลคิมมา 3 รุ่น…ชาวเกาหลีเหนือต้องแสดงความจงรักภักดีอย่างไร้เงื่อนไขต่อผู้นำคนปัจจุบัน คิม จองอึน

ด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จ รัฐบาลควบคุมทุกอย่าง สอดแนมประชาชนได้เต็มที่ รายได้ทางเศรษฐกิจทั้งหมดทุ่มไปที่โครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธ แทนที่จะช่วยเหลือพลเรือน ที่กำลังขาดแคลนอาหาร เชื้อเพลิง และสินค้าโภคภัณฑ์…ผู้อำนวยการองค์กรฮิวแมนไรท์สวอทช์ระจำเอเชียชี้ว่า ที่โครงการนิวเคลียร์เกาหลีเหนือพัฒนามาถึงจุดนี้ได้ ก็เพราะแลกด้วยปากท้องประชาชน



การควบคุมสื่อและเสรีภาพสื่อ
ประเด็นต่อมาคือ การควบคุมสื่อ…องค์กรสื่อไรพรมแดนจัดอันดับ เกาหลีเหนือเป็นประเทศที่ควบคุมสื่อมากที่สุดในโลก ในรายงานดัชนีเสรีภาพสื่อโลก โดยชาวเกาหลีเหนือได้รับข่าวสาร ความบันเทิงและข้อมูลทั้งหมดจากสื่อของรัฐบาล และหากประชาชนรับชม อ่าน หรือฟังเนื้อหาจากสื่อต่างชาติ ก็เสี่ยงถูกจำคุกได้เลยทีเดียว


การใช้โทรศัทพ์มือถือมาแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องปกติ แต่ชาวเกาหลีเหนือห้ามโทรไปต่างประเทศ ส่วนอินเทอร์เน็ตนั้น จำกัดเฉพาะนักการเมืองระดับสูง ซึ่งต่างใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบายในกรุงเปียงยาง ในขณะเดียวกันเกาหลีเหนือมีระบบอินทราเน็ตพื้นฐานให้ประชาชน

เสรีภาพทางศาสนา
แม้รัฐธรรมนูญเกาหลีเหนือกำหนดถึงสิทธิด้านศรัทธา ไม่ว่าจะพุทธศาสนา หมอผี ลัทธิช็อนโด โบสต์คริสต์ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลก็มี แต่องค์กรนิรโทษกรรมสากลชี้ว่า แท้จริงแล้ว ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ฉากหน้า ในความเป็นจริง ไม่มีเสรีภาพทางศาสนาในเกาหลีเหนือ ทุกคนต้องบูชาตระกูลคิมเหมือนเทพเจ้า

ค่ายแรงงาน
และหากใครละเมิดสิ่งต่างๆเหล่านี้ ก็จะถูกส่งไปยังค่ายแรงงาน ซึ่งฮิวแมนไรท์สวอทช์ชี้ว่า เกาหลีเหนือมีค่ายแรงงานที่ใหญ่ที่สุดในโลก และตามข้อมูลของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯระบุว่า มีนักโทษอยู่ในค่ายมากถึง 8 หมื่น ถึง 1 แสน 2 หมื่นคน

อันที่จริง การจะถูกส่งไปค่ายแรงงาน การกระทำผิดเพียงเล็กน้อย ก็เข้าข่ายแล้ว ไม่ว่าจะชมละครเกาหลี ไปถึงพยายามหนีข้ามพรมแดน แต่คนที่จะเผชิญการลงโทษอย่างหนักในค่าย คือนักโทษทางการเมือง ที่ต้องไปใช้แรงงานในเหมืองถ่านหิน หรือตัดไม้ เป็นต้น ซึ่งองค์กรนิรโทษกรรมสากลนิยามการตกเป็นนักโทษค่ายนี้ว่า ความทรมานเกินกว่าจะทนไหว

ภาพชาวเกาหลีเหนือฝ่ากระสุนปืน พยายามหนีข้ามพรมแดน


นักโทษทั่วไปจะไม่เป็นข่าวนัก แต่หากเป็นชาวต่างชาติ จะถือเป็นประเด็นที่ทั่วโลกจับตา เพราะเกาหลีเหนือมีประวัติจับกุมและคุมขังชาวต่างชาติอย่างยาวนาน ส่วนใหญ่ด้วยเหตุผลทางการเมือง หรือใช้เป็นหมากทางการทูต ยกตัวอย่างกรณีล่าสุด ที่เกาหลีเหนือปล่อยตัวพลเรือนชาวอเมริกัน 3 คนที่ถูกส่งไปใช้แรงงานในค่าย ฐานะกระทำกิจกรรมต่อต้านรัฐบาล เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม เพื่อแสดงไมตรีจิตอันดีก่อนการประชุมสุดยอดผู้นำกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ แต่กรณีที่โชคร้าย อาทิ ออตโต วอร์มบิเออร์ นักศึกษาอเมริกัน ที่ถูกจับกุมเมื่อปี 2016 และแม้จะได้รับการปล่อยตัว 17 เดือนให้หลัง แต่ก็เสียชีวิตในที่สุด

ออตโต วอร์มบิเออร์ นักศึกษาชาวอเมริกันที่ถูกส่งไปค่ายแรงงานในปี 2016

การบังคับใช้แรงงาน
การบังคับใช้แรงงานเอง เป็นหนึ่งในการละเมิดสิทธิมนุษยชน ชาวเกาหลีเหนือแปรพักตร์คนหนึ่งเล่าว่า โรงเรียนของเขาจะใช้ให้ไปทำไร่แบบไม่ได้เงินชดเชย 2 ครั้งต่อปี ครั้งละ 1 เดือน … รัฐบาลเกาหลีเหนือยังส่งแรงงานหลายแสนคน ไปทำงานในต่างประเทศ เพื่อส่งเงินกลับมาบำรุงเศรษฐกิจ แต่แรงงานเหล่านี้ ถูกริบรายได้ส่วนใหญ่ เหลือเงินเพียงน้อยนิด ทั้งที่ต้องทำงานเยี่ยงทาส


สิทธิสตรี
สิทธิสตรีเป็นปัญหาใหญ่ที่หลายคนอาจไม่รู้ เพราะไม่มีเกณฑ์วัดความเท่าเทียมทางเพศในเกาหลีเหนือ แต่แม้เกาหลีเหนือพยายามสร้างภาพว่าเป็นสังคมแห่งความเท่าเทียม แต่ฮิวแมนไรท์สวอทช์ชี้ว่า หญิงเกาหลีเหนือขาดโอกาสทางการศึกษาและอาชีพ เผชิญความรุนแรงทางเพศ และไม่มีสิทธิเรียกร้องความยุติธรรม แล้วยังมีรายงานถึงการทรมาน ข่มขืน และกดขี่ทางเพศอีกมากมาย โดยเฉพาะในค่ายแรงงาน และกองทัพด้วย


เด็กและโรคขาดสารอาหาร
เมื่อขาดแคลนอาหาร เหยื่อที่น่าสงสารที่สุดคือเด็กๆ ที่ต้องขาดสารอาหาร ตามข้อมูลของยูนิเซฟพบว่า เด็กเกาหลีเหนือกว่า 2 แสนคนขาดสารอาหาร ในจำนวนนี้ 6 หมื่นคน อยู่ในขั้นขาดสารอาหารร้ายแรง
แน่นอนว่า เด็กเกาหลีเหนือได้รับการศึกษา แต่มักต้องหยุดเรียน เพราะครอบครัวไม่มีเงินส่งเสีย การศึกษาเองก็จำกัดอยู่แต่นโยบายชวนเชื่อของรัฐบาล


ด้วยปัญหามากมายเหล่านี้ ฮิวแมนไรท์วอร์ทช์มองว่า หัวข้อสิทธิมนุษยชนเกาหลีเหนือ เป็นเหมือนหลุมไร้ก้น ที่การหารือวันเดียวคงไม่มีทางแก้ไขได้ ซ้ำร้าย การประชุมวันที่ 12 มิถุนายนนี้ ทุกสายตาพุ่งไปแต่ภาพใหญ่ของประเทศ แทบไม่มีใครสนใจความเป็นอยู่ของชาวเกาหลีเหนือเลย