svasdssvasds

ค้นพบใหม่! เมืองโบราณซ้อนทับเมืองเก่าโคราช ขนาดใหญ่กว่า 2 เท่า มีคูเมืองชัด

ค้นพบใหม่! เมืองโบราณซ้อนทับเมืองเก่าโคราช ขนาดใหญ่กว่า 2 เท่า มีคูเมืองชัด

นครราชสีมาอาจมีประวัติศาสตร์ที่ลึกซึ้งกว่าที่เคยรู้มา! อาจารย์ภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ค้นพบ แนวคันดินโบราณที่อาจเป็นหลักฐานของอีกชุมชนหนึ่ง ซึ่งเคยตั้งอยู่ในพื้นที่เมืองเก่านครราชสีมา ก่อนยุคกรุงศรีอยุธยา

SHORT CUT

  • นักวิจัยจุฬาฯ พบแนวคันดินโบราณ ซ้อนทับเมืองเก่านครราชสีมา บ่งชี้ว่าอาจมีชุมชนขนาดใหญ่ตั้งอยู่ก่อนยุคสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
  • แนวคันดินที่เห็นจากภาพถ่ายทางอากาศปี 2497 มีลักษณะเป็นเส้นตรง ไม่เป็นไปตามธรรมชาติของการไหลของน้ำ อาจเป็นขอบเขตของเมืองโบราณ
  • จากการรังวัดเมืองโบราณ คาดว่ามีขนาดถึง 3.4 ตร.กม. หรือใหญ่กว่าเมืองเก่านครราชสีมาถึง 2 เท่า จำเป็นต้องมีการขุดค้นเพิ่มเติมเพื่อพิสูจน์ข้อสันนิษฐานนี้

นครราชสีมาอาจมีประวัติศาสตร์ที่ลึกซึ้งกว่าที่เคยรู้มา! อาจารย์ภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ค้นพบ แนวคันดินโบราณที่อาจเป็นหลักฐานของอีกชุมชนหนึ่ง ซึ่งเคยตั้งอยู่ในพื้นที่เมืองเก่านครราชสีมา ก่อนยุคกรุงศรีอยุธยา

จุดเริ่มต้นการค้นพบเมืองโบราณโคราช

การค้นพบนี้เกิดจากการสำรวจและแปลความหมายภาพถ่ายทางอากาศ ที่ถ่ายไว้ในปี พ.ศ. 2497 โดยกรมแผนที่ทหาร ซึ่ง ศ.ดร. สันติ ภัยหลบลี้ อาจารย์ประจำภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  พบว่าในทางภูมิศาสตร์ พื้นที่โดยรอบเมืองเก่านครราชสีมา เป็นที่ราบน้ำท่วมถึงของ คลองตะคองเก่า ที่ไหลมาจากลำตะคองทางทิศตะวันตก ผ่านทางตอนเหนือของแนวคูเมือง ซึ่งปัจจุบันเป็นที่อยู่อาศัยของชุมชนปัจจุบันอย่างหนาแน่น

แต่เมื่อพิจารณาภาพถ่ายทางอากาศ ที่ถ่ายไว้ในปี พ.ศ. 2497 ศ.ดร. สันติ พบแนวคล้ายคันดินที่ทอดยาวเป็นเส้นตรงอย่างต่อเนื่อง ทางตอนเหนือ ตะวันตกและทางตะวันออกของคลองตะคองเก่า จึงแปลความว่า อาจจะเป็นขอบเขตของอีกชุมชนโบราณ ทางตอนเหนือของพื้นที่เมืองเก่านครราชสีมา ซึ่งมีคูเมืองล้อมรอบเป็นสี่เหลี่ยมอย่างชัดเจน อาจบ่งชี้ถึงการมีอยู่ของชุมชนโบราณ ก่อนที่จะมีการสร้างแนว คูเมืองเก่านครราชสีมา ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แห่งกรุงศรีอยุธยา (พ.ศ. 2199 – พ.ศ. 2231)

(ก) กรอบพื้นที่ชุมชนโบราณที่ประเมินจากภาพถ่ายทางอากาศ พ.ศ. 2497

ร่องรอยเมืองโบราณที่ซ่อนอยู่

ภาพถ่ายทางอากาศเผยให้เห็นแนวคันดินที่มีลักษณะเป็น เส้นตรงและมีความต่อเนื่อง ทางทิศเหนือ ตะวันตก และตะวันออกของคลองตะคองเก่า ซึ่งอาจเป็นขอบเขตของเมืองโบราณที่มีขนาดใหญ่ พิจารณาร่วมกับพฤติกรรมการไหลของคลองตะคองเก่า พบว่าไม่เป็นไปตามธรรมชาติของกระบวนการทางน้ำปกติทั่วไป

หลักฐานสำคัญ 2 ประการ ที่บ่งชี้ถึงคันดินมนุษย์สร้าง

  1. ในช่วงฤดูน้ำหลาก น้ำจากลำตะคองเก่าถูกปะทะกับแนวคันดินทางทิศตะวันตก (ปัจจุบันคือ แนวถนนซอยประปา) ทำให้เกิดปรากฏการณ์น้ำท่วมและกัดเซาะตะกอนถูกพัดพาไปตามร่องน้ำมากกว่าพื้นที่อื่น ๆ จนกลายเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ และพัฒนาเป็นบึงหรือหนองน้ำในเวลาต่อมา อยู่หน้าแนวคันดิน (ปัจจุบันคือ อ่างอัษฎางค์)
  2. มวลน้ำจำนวนมากไหลผ่านเข้ามาหลังแนวคันดิน ด้วยความเร็วสูงส่งผลให้ลำตะคองเก่าเมื่อเข้ามาภายในพื้นที่หลังแนวคันดิน (พื้นที่ชุมชนโบราณ) จะถูกกัดก่อนในแนวราบอย่างรุนแรงเช่นกัน ทำให้ธารน้ำมีความคดโค้งมากกว่าปกติ (กวัดแกว่งมากกว่าธารน้ำทั่วไป) ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากมวลน้ำจำนวนมากที่ควรไหลหลากทั่วทั้งพื้นที่เท่า ๆ กัน ถูกรวมไว้นอกคันดินและถูกบีบถูกรีด ให้ฉีดเข้ามาตามร่องลำตะคองเก่าเพียงอย่างเดียว

ตัวอย่างชุมชนโบราณที่กำหนดขอบเขต โดยแนวคันดินรูปร่าง 4 เหลี่ยม

ขอบเขตพื้นที่จากการรังวัดแนวคันดิน พบว่าแนวคันดินดังกล่าวครอบคลุมพื้นที่รูปสี่เหลี่ยม ประกอบด้วยคันดินที่เห็นได้ชัดเจนด้านทิศเหนือยาว 2 กิโลเมตร ส่วนคันดินทางทิศตะวันตกและทิศตะวันออก ในเบื้องต้นไม่สามารถประเมินความยาวได้ เนื่องจากแนวคันดินเดิม ต่อเนื่องล้อไปกับแนวคูเมืองนครราชสีมา

จากสมมุติฐานตั้งต้นที่ว่า ขอบเขตทางทิศใต้คือถนนจอมพล จะประเมินได้ว่า ชุมชนโบราณนี้มีรูปร่างใกล้เคียงสี่เหลี่ยมจัตุรัส ช่วยสนับสนุนในอีกแง่มุมว่า แนวคันดินนี้ไม่ใช่ บาราย (Baray) หรือแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ในวัฒนธรรมเขมรโบราณ ที่นิยมสร้างเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ในอัตตราส่วน กว้าง : ยาว มักมีสัดส่วน 1 : 2 แทบทั้งสิ้น

ศ.ดร. สันติ ภัยหลบลี้ อาจารย์ประจำภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เมืองโบราณใหญ่กว่าเมืองเก่านครราชสีมา 2 เท่า!

จากการรังวัดคำนวณได้ว่า ชุมชนโบราณนี้มีขนาดใหญ่ถึง 3.4 ตารางกิโลเมตรหรือ เทียบเท่ากับ 2,125 ไร่ ซึ่งถือว่าเป็นชุมชนขนาดใหญ่ ใหญ่กว่าเมืองเก่านครราชสีมาถึง 2 เท่า 

จากการค้นพบดังกล่าว ศ.ดร. สันติ ภัยหลบลี้ ให้ความเห็นว่า เป็นเพียงการศึกษาเบื้องต้นจากข้อมูล โทรสัมผัส (remote sensing) ซึ่งจำเป็นจะต้องมีการสำรวจและขุดค้นทางโบราณคดีเพิ่มเติมในรายละเอียด เพื่อพิสูจน์ทราบความถูกต้องจากการแปลความนี้ อย่างไรก็ตาม หวังว่าผลการแปลความนี้จะช่วยเป็นแนวทางตั้งต้นในการศึกษาวิจัยทางโบราณคดีในพื้นที่ และเป็นข้อมูลจุดประกายให้พี่น้องชาว จ. นครราชสีมา มีความภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์ความเป็นมา ที่ยิ่งใหญ่และยาวนานในท้องถิ่นของตน

related