svasdssvasds

เอลนีโญ จ่อคืนชีพในปี 2026 อาจทำอุณหภูมิทั่วโลกทุบสถิติใหม่

เอลนีโญ จ่อคืนชีพในปี 2026 อาจทำอุณหภูมิทั่วโลกทุบสถิติใหม่

ในปี 2024 โลกทุบสถิติปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ นักวิทย์คาด ปี 2026 โลกอาจทุบสถิติใหม่ ร้อนกว่าเดิม จากการกลับมาของเอลนีโญครั้งใหม่ที่รุนแรงกว่าเดิม

SHORT CUT

  • นักวิทย์คาดการณ์ว่า ปรากฎการณ์เอลนีโญจะเกิดขึ้นในช่วงกลางปี 2026 ลากยาวถึงสิ้นปี
  • ส่งผลให้อุณหภูมิโลกพุ่งสูงขึ้นกว่าที่เคย
  • อาจทำให้หลายประเทศทุบสถิติใหม่ ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์
  • เกิดภัยแล้ง-น้ำท่วมหลายภูมิภาค
  • ลากยาวสร้างความเสี่ยงถึงปี 2027

ในปี 2024 โลกทุบสถิติปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ นักวิทย์คาด ปี 2026 โลกอาจทุบสถิติใหม่ ร้อนกว่าเดิม จากการกลับมาของเอลนีโญครั้งใหม่ที่รุนแรงกว่าเดิม

ปรากฎการณ์เอลนีโญ 2 ครั้งล่าสุด ในช่วงปี 2014 – 2016 และปี 2023 – 2024 ส่งผลทำให้อุณหภูมิทั่วโลกพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์

การคาดการณ์และช่วงเวลาที่จะเกิดขึ้น

นักวิทยาศาสตร์ออกมาเตือนว่า ปรากฎการณ์เอลนีโญ ปรากฎการณ์ทางภูมิอากาศสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในบริเวณตอนกลางและตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกในเขตเส้นศูนย์สูตรเพิ่มสูงขึ้นกว่าปกติ กำลังจะกลับมาอีกครั้งในปี 2026 นี้ ซึ่งจะส่งผลทำให้รูปแบบสภาพอากาศทั่วโลกเผชิญความแปรปรวนอย่างมีนัยสำคัญ

Cr.Reuters องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐฯ (NOAA) ระบุในคำแนะนำล่าสุดที่เผยแพร่ออกมาเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า ปรากฎการณ์เอลนีโญมีแนวโน้มจะก่อตัวขึ้นในช่วงฤดูร้อนของกลางปี 2026 นี้และอาจจะลากยาวไปจนถึงช่วงสิ้นปีหรืออาจนานกว่านั้น 

อีกทั้งยังมีโอกาสราว 1 ใน 3 ที่จะทวีความรุนแรงขึ้นจนกลายเป็นระดับ “รุนแรง” ในช่วงฤดูหนาว ถือเป็นการปรับเพิ่มความรุนแรงจากการคาดการณ์ก่อนหน้านี้ที่เคยระบุว่าปรากฎการณ์เอลนีโญอาจเกิดขึ้นในระดับอ่อนถึงปานกลางเท่านั้น

กลไกการเกิดและผลกระทบต่อโลก

ในช่วงที่เกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ ลมการค้า (Trade Winds) ที่ปกติจะพัดจากตะวันออกไปตะวันตกจะอ่อนกำลังลง ทำให้อากาศและน้ำทะเลที่อุ่นกว่าปกติสะสมตัวอยู่บริเวณตอนกลางและตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกในเขตเส้นศูนย์สูตร นำไปสู่การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิและรูปแบบสภาพอากาศแปรปรวนรุนแรงที่ตรงข้ามกันในหลายพื้นที่ทั่วโลก เช่น ภัยแล้งรุนแรงในบางพื้นที่ อย่าง ออสเตรเลียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่บางพื้นที่ของสหรัฐอเมริกาและแอฟริกาตะวันออกอาจเผชิญฝนตกหนักและน้ำท่วม

ความกังวลเรื่องอุณหภูมิโลก

ย้อนกลับไปในปรากฎการณ์เอลนีโญ 2 ครั้งล่าสุด คือ ในระหว่างปี 2014 – 2016 และในปี 2023 - 2024 พบว่า ปรากฎการณ์ดังกล่าวส่งผลทำให้อุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2024 ที่กลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ อันเป็นผลกระทบร่วมกันของทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์และปรากฎการณ์เอลนีโญที่รุนแรง

Cr.Reuters “ซีค เฮาส์เฟเธอร์” (Zeke Hausfather) นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศ ระบุว่า การกลับมาของปรากฎการณ์เอลนีโญครั้งใหม่นี้จะเพิ่มโอกาสที่โลกจะเผชิญกับปีที่ร้อนทำลายสถิติอีกครั้ง โดยอาจเกิดขึ้นในปี 2027

ด้านศาสตราจารย์ “อดัม สเคฟ” (Adam Scaife) หัวหน้าฝ่ายพยากรณ์ระยะยาวของสำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งสหราชอาณาจักร (Met Office) เคยให้ความเห็นกับ The Guardian เมื่อปี 2023 ว่า ภายใต้ภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผลกระทบจากปรากฎการณ์เอลนีโญมีแนวโน้มที่จะรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อรวมกับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนที่รุนแรงอยู่แล้ว อาจนำไปสู่คลื่นความร้อนที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในการเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญครั้งถัดไป

Cr.Reuters

ENSO คืออะไร?

ปรากฎการณ์เอลนีโญและปรากฎการณ์ลานีญา (La Niña) เป็น 2 ขั้วตรงข้ามของปรากฏการณ์สภาพภูมิอากาศตามธรรมชาติที่เรียกว่า "ความผันแปรของระบบอากาศในซีกโลกใต้เอลนีโญ" (El Niño Southern Oscillation: ENSO) ซึ่งเป็นความแปรปรวนของอุณหภูมิระหว่างมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศเหนือบริเวณตอนกลางและตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกในเขตเส้นศูนย์สูตร

ปรากฎการณ์เอลนีโญเป็นช่วงที่มีสภาวะอุ่น (Warm Phase) ส่วนปรากฎการณ์ลานีญาเป็นช่วงที่มีสภาวะเย็น (Cold Phase)

ปรากฎการณ์เหล่านี้มักจะเกิดขึ้นทุก ๆ  2 – 3 ปี และกินเวลาประมาณ 9 – 12 เดือน หรืออาจยาวนานเป็นปี อย่างไรก็ตาม ความถี่ในการเกิดปรากฏการณ์นั้นไม่แน่นอน โดยปรากฎการณ์เอลนีโญมักเกิดขึ้นบ่อยครั้งกว่าปรากฎการณ์ลานีญา

ที่มาข้อมูล

EARTH

related