svasdssvasds

วิจัยพบคลื่นความร้อนกำลังทะลุขีดจำกัดที่มนุษย์จะทนได้

วิจัยพบคลื่นความร้อนกำลังทะลุขีดจำกัดที่มนุษย์จะทนได้

ผลการวิจัยใหม่ที่วิเคราะห์คลื่นความร้อนรุนแรง 6 เหตุการณ์ทั่วโลก รวมถึง ไทย พบอุณหภูมิที่พุ่งสูงอาจทำให้ผู้สูงอายุไม่สามารถอยู่รอดได้ หากต้องอยู่กลางแจ้งต่อเนื่องหลายชั่วโมง

SHORT CUT

  • งานวิจัยใหม่พบว่าคลื่นความร้อนรุนแรงในหลายเมืองทั่วโลกได้สร้างสภาวะที่เป็นอันตรายถึงชีวิตแล้ว ซึ่งทะลุขีดจำกัดความทนทานของมนุษย์โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ
  • แบบจำลองที่พิจารณาอายุและความสามารถในการระบายความร้อนของร่างกายชี้ว่า ผู้สูงอายุมีความเสี่ยงสูงมาก โดยในบางเหตุการณ์แม้จะหลบอยู่ในที่ร่มก็ยังอาจไม่รอดชีวิต
  • ผลการศึกษาชี้ว่าสภาพอากาศที่คุกคามชีวิตมนุษย์ได้เกิดขึ้นแล้ว และจำนวนผู้เสียชีวิตจากความร้อนน่าจะถูกประเมินต่ำกว่าความเป็นจริง โดยความเสี่ยงในอนาคตจะสูงขึ้นอีก

ผลการวิจัยใหม่ที่วิเคราะห์คลื่นความร้อนรุนแรง 6 เหตุการณ์ทั่วโลก รวมถึง ไทย พบอุณหภูมิที่พุ่งสูงอาจทำให้ผู้สูงอายุไม่สามารถอยู่รอดได้ หากต้องอยู่กลางแจ้งต่อเนื่องหลายชั่วโมง

ผลการวิจัยใหม่ที่เตือนว่ามนุษย์อาจเปราะบางต่ออุณหภูมิที่สูงขึ้นมากกว่าที่เคยคิดมา โดยพบว่าอากาศร้อนจัดกำลังสร้างสภาพแวดล้อมที่มนุษย์ไม่สามารถอยู่รอดได้ในคลื่นความร้อนรุนแรงหลายครั้งที่ส่งผลทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายพันคนและอาจเพิ่มขึ้นมากกว่านั้น

นักวิทยาศาสตร์ได้ทบทวนเหตุการณ์คลื่นความร้อนรุนแรง 6 ครั้ง ระหว่างปี 2003 ถึงปี 2024 และพบว่า เมื่อคำนึงถึงอุณหภูมิ ความชื้นและขีดความสามารถของร่างกายมนุษย์ในการรักษาอุณหภูมิให้เย็นลง เหตุการณ์ทั้งหมดนั้นอาจถึงขั้นเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตสำหรับผู้สูงอายุ

เดิมทีมีการสันนิษฐานกันว่าขีดจำกัดสูงสุดที่มนุษย์จะอยู่รอดได้คือการสัมผัสกับอุณหภูมิกระเปาะเปียก (Wet Bulb Temperature) ที่ 35 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 6 ชั่วโมง ซึ่งเป็นการวัดค่าที่คำนวณจากทั้งอุณหภูมิและความชื้น แต่ในความเป็นจริง ค่าระดับนี้แทบจะไม่เคยเกิดขึ้นบนโลก

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยพบว่า คลื่นความร้อนในหลายเมือง เช่น นครเมกกะในซาอุดีอาระเบีย (2024) กรุงเทพมหานครของไทย (2024) เมืองฟีนิกซ์ในสหรัฐฯ (2023) เมืองเมาท์อิซาของออสเตรเลีย (2019) เมืองลาร์กานาในปากีสถาน (2015) และเมืองเซบิยาของสเปน (2003) ส่งผลทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายพันคน แม้ค่าความร้อนจะยังไม่ถึงขีดจำกัดดังกล่าวก็ตาม

วิจัยพบคลื่นความร้อนกำลังทะลุขีดจำกัดที่มนุษย์จะทนได้

เมื่อทีมนักวิจัยนำแบบจำลองใหม่กี่ยวกับความสามารถในการอยู่รอดของมนุษย์ที่คำนึงถึงอายุและความสามารถของร่างกายในการทำงานและระบายความร้อนมาวิเคราะห์ร่วมด้วย พบว่า คลื่นความร้อนทั้ง 6 เหตุการณ์มีข่วงเวลาที่ผู้สูงอายุไม่สามารถอยู่รอด หากไม่สามารถหาที่ร่มหลบร้อนได้

ศาสตราจารย์ ซาราห์ เพอร์กินส์-เคิร์กแพทริก (Prof Sarah Perkins-Kirkpatrick) ผู้เขียนหลักของงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติของออสเตรเลีย ระบุว่า ผลลัพธ์ที่ได้สร้างความตกใจเป็นอย่างมาก พร้อมเสริมว่า ความคิดแรกคือไม่คิดว่าจะเห็นผลแบบนี้ โดยเฉพาะเมื่อเจาะลึกลงไปในแต่ละเมือง และเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้วในตอนนี้ อนาคตที่อุณหภูมิสูงขึ้นอีก 2 – 3 องศาเซลเซียสจะเป็นอย่างไร

ผลการศึกษาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหลายชิ้นพบว่าคลื่นความร้อนกำลังยาวนานขึ้นและมีอุณหภูมิสูงขึ้นทั่วโลก
เพอร์กินส์-เคิร์กแพทริก ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศและผู้เชี่ยวชาญด้านคลื่นความร้อนรุนแรง ระบุว่า ที่ผ่านมา งานวิจัยมักนิยามคลื่นความร้อนจากอุณหภูมิเพียงอย่างเดียวและส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากข้อมูลที่มีอยู่อย่างจำกัด แต่เมื่อใช้แบบจำลองที่พิจารณาการทำงานของร่างกายมนุษย์ วิธีนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์สารถเข้าใจได้ดีขึ้นว่าเหตุการณ์เหล่านี้สามารถคร่าชีวิตผู้คนได้อย่างไร

การศึกษานี้พิจารณาช่วงเวลาที่อาจเกิดโรคลมแดดหรือฮีตสโตรก (Heatstroke) รุนแรง หากมนุษย์ต้องเผชิญความร้อนต่อเนื่องเป็นเวลานาน 6 ชั่วโมงและยังสมมติว่าบุคคลนั้นเริ่มต้นสัมผัสกับอากาศร้อนในสภาพที่อุณหภูมิแกนกลางอยู่ในระดับปกติ
ผลการวิเคราะห์พบว่าคลื่นความร้อนทั้ง 6 เหตุการณ์มีช่วงเวลาที่ผู้มีอายุเกิน 65 ปึขึ้นไปไม่สามารถอยู่รอดได้ หากต้องอยู่กลางแจ้งโดยได้รับแสงแดดโดยตรงจากดวงอาทิตย์

ในกรณีของ ลาร์กานา และ ฟีนิกซ์ ยังพบช่วงเวลาที่ผู้สูงอายุไม่สามารถอยู่รอดได้ แม้จะอยู่ในที่ร่มก็ตาม

ขณะที่คลื่นความร้อนในลาร์กานา ยังมีช่วงเวลาที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตต่อคนวัย 18–35 ปี หากต้องอยู่กลางแดดด้วย
งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Communications ชี้ให้เห็นว่า รายงานจำนวนผู้เสียชีวิตจากความร้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศกำลังพัฒนาและพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นน่าจะได้รับการประเมินต่ำกว่าความเป็นจริงอย่างร้ายแรงอย่างไม่ต้องสงสัย

ผลการวิจัย แสดงให้เห็นว่า สภาพอากาศที่อันตรายถึงแก่ชีวิตได้ทำให้ผู้คนหลายร้อยล้านคนทั่วโลกตกอยู่ในความเสี่ยงอย่างร้ายแรง
ก่อนที่จะมีการพัฒนารูปแบบจำลองนี้ นักวิทยาศาสตร์มักจะอาศัยการวิเคราะห์เชิงสถิติในการประเมินจำนวนผู้เสียชีวิตที่อาจเกิดจากความร้อนจัด

ศาสตราจารย์โอลลี่ เจย์ (Ollie Jay) ผู้ร่วมเขียนงานวิจัยและผู้อำนวยการศูนย์วิจัยความร้อนและสุขภาพแห่งมหาวิทยาลัยซิดนีย์ กล่าวว่า สภาพอากาศที่คุกคามชีวิตมนุษย์ได้มาถึงแล้ว และความเสี่ยงในอนาคตนั้นมีแนวโน้มสูงกว่าที่เราคิดกันไว้มาก

วิธีเดียวที่ร่างกายมนุษย์จะรักษาระดับอุณหภูมิแกนกลางให้อยู่ในขอบเขตที่ปลอดภัยได้ด้วยตัวเอง คือ การขับเหงื่อ และให้เหงื่อระเหยออกไปแต่เมื่อ อุณหภูมิสูงและความชื้นสูงมารวมกัน จะทำให้การระเหยของเหงื่อจะลดลง หากปล่อยไว้โดยไม่แก้ไข อาจทำให้เกิดโรคลมแดดได้

เจย์ กล่าวว่า ว่า ผู้สูงอายุมีความเสี่ยงมากเป็นพิเศษ เนื่องจากความสามารถในการขับเหงื่อลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่มีอายุมากกว่า 75 ปี

ด้านศาสตราจารย์สตีฟ เชอร์วูด (Prof Steve Sherwood) นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศจากมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ ที่เคยทำการวิจัยก่อนหน้านี้ที่ช่วยกำหนดเกี่ยวกับขีดจำกัดอุณหภูมิของมนุษย์ตามทฤษฎี ระบุว่า งานวิจัยใหม่ ๆ กำหยดขีดจำกัดที่แท้จริงได้อย่างแม่นยำมากขึ้น

นอกจากนี้ยังระบุด้วยว่า การที่ผู้วิจัยกำลังเข้าใกล้ขีดจำกัดทางสรีรวิทยามากขนาดนี้ ทำให้การลดอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้มนุษย์ยังสามารถอาศัยและดำรงชีวิตได้ในพื้นที่ที่ร้อนและชื้นที่สุดของโลก เช่น ตอนเหนือของออสเตรเลีย พื้นที่เขตร้อนจำนวนมาก รวมถึง อินเดียและภูมิภาคตะวันออกกลาง พร้อมทิ้งท้ายว่า  ประชากรโลกจำนวนมากอาศัยอยู่ในพื้นที่เหล่านี้ หากภาวะโลกร้อนรุนแรงขึ้นอีกเล็กน้อย ก็จะส่งผลกระทบอย่างหนัก เพียงแค่จากอุณหภูมิและความชื้นที่สูงมาก แม้ว่าจะจัดการปัญหาฝน ภัยแล้ง พายุ หรือระดับน้ำทะเลได้ก็ตาม