โลกเดือดใกล้จุดเปลี่ยน 2 องศาฯ นักวิชาการเตือนไทยรับมือวิกฤต 'ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ'

โลกเดือดใกล้จุดเปลี่ยน 2 องศาฯ นักวิชาการเตือนไทยรับมือวิกฤต 'ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ'

ซูเปอร์เอลนีโญ-โลกเดือด ดันไทยเสี่ยงวิกฤต 'ไฟป่า ฝุ่น PM2.5 ภัยแล้ง และขาดแคลนน้ำ' นักวิชาการชี้ต้องเร่งรับมือก่อนสายเกินไป

ประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงจากวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่เชื่อมโยงกันเป็นลูกโซ่ ทั้งไฟป่า วิกฤตฝุ่น PM2.5 ภัยแล้ง และการขาดแคลนน้ำ จากภาวะ ‘โลกเดือด’ (Global Boiling) และปรากฏการณ์ ‘Climate Amplification’ ที่ทำให้ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรุนแรงขึ้น ขณะที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกกำลังเข้าใกล้จุดวิกฤต 2 องศาเซลเซียส ซึ่งอาจนำไปสู่ ‘Tipping Point’ หรือจุดเปลี่ยนสำคัญของระบบภูมิอากาศโลก ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ เศรษฐกิจ ภาคเกษตร และภาคธุรกิจของไทย

ท่ามกลางความเสี่ยงดังกล่าว ‘ทีมเพื่อนธรณ์’ โดย ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ จึงจัดงานเสวนา ‘ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ มหันตภัยทวีคูณ’ เพื่อรวบรวมนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมจากหลายสถาบัน ร่วมหาแนวทางรับมือและเพิ่มศักยภาพการปรับตัวของทั้งภาคชุมชนและภาคธุรกิจ ก่อนที่วิกฤตจะสร้างความเสียหายเกินกว่าจะฟื้นฟูได้ โดยงานจัดขึ้นเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ณ SCBX Next Stage ชั้น 4 สยามพารากอน

โลกเดือดใกล้จุดเปลี่ยน 2 องศาฯ นักวิชาการเตือนไทยรับมือวิกฤต 'ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ'

ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ระบุว่า โลกได้เปลี่ยนผ่านจากยุค ‘โลกร้อน’ สู่ ‘โลกเดือด’ อย่างชัดเจน และซูเปอร์เอลนีโญเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่เร่งให้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย เผชิญคลื่นความร้อน ภัยแล้ง และสภาพอากาศสุดขั้วบ่อยครั้งขึ้น จนก่อให้เกิดวิกฤตที่เชื่อมโยงกันทั้งไฟป่า ฝุ่นพิษ และปัญหาทรัพยากรน้ำ ซึ่งจำเป็นต้องวางแผนรับมือในระดับโครงสร้าง ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

ด้านการรับมือไฟป่า ผศ.บรรจง สมบูรณ์ชัย คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยแม่โจ้ นำเสนอผลการดำเนินโครงการ ‘ไม้ยืนต้น ป่ายั่งยืน’ ที่ทำร่วมกับสิงห์อาสา โดยฟื้นฟูพื้นที่ป่าที่ได้รับผลกระทบจากไฟป่าผ่านการปลูกไม้ท้องถิ่นให้เหมาะสมกับระบบนิเวศ ใช้องค์ความรู้ด้านเชื้อราไมคอร์ไรซาเพื่อเพิ่มการดูดซึมน้ำและแร่ธาตุของต้นไม้ ควบคู่กับการสร้างแนวกันไฟและจัดตั้งทีมลาดตระเวนชุมชน ส่งผลให้อัตราการรอดของต้นไม้สูงถึง 80-90% และช่วยฟื้นฟูป่าต้นน้ำในระยะยาว

ขณะที่การรับมือภัยแล้งและปัญหาขาดแคลนน้ำ ผศ.มัลลิกา ศรีสุธรรม สาขาวิชาปฐพีศาสตร์และสิ่งแวดล้อม คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยว่า โครงการ ‘สิงห์อาสาสร้างแหล่งน้ำชุมชนอย่างยั่งยืน’ ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2563 ใช้โมเดล ‘บ่อพ่อ-บ่อแม่’ หรือระบบโครงข่ายกักเก็บน้ำเชื่อมโยงกัน สามารถพลิกพื้นที่แห้งแล้งให้กลับมามีน้ำใช้ได้ตลอดปี ทั้งเพื่อการอุปโภคบริโภค การเกษตร และการกักเก็บน้ำในช่วงฤดูน้ำหลาก ช่วยลดผลกระทบจากภาวะเอลนีโญและเสริมความมั่นคงด้านน้ำให้กับชุมชน

โลกเดือดใกล้จุดเปลี่ยน 2 องศาฯ นักวิชาการเตือนไทยรับมือวิกฤต 'ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ'

นอกจากนี้ ผศ.ดร.โพยม สราภิรมย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ยังร่วมเสนอแนวทางการจัดการทรัพยากรน้ำให้สอดรับกับสภาพอากาศที่ผันผวน เพื่อเพิ่มความสามารถในการรับมือวิกฤตในระยะยาว

ภายในงานยังมีการเสวนาร่วมของนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้และมหาวิทยาลัยขอนแก่น วิเคราะห์สถานการณ์ ‘ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ’ ในมิติป่าไม้ สุขภาพ การเกษตร ชุมชน และการบริหารจัดการน้ำ พร้อมเสนอแนวทางที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริง เพื่อเสริมสร้างความพร้อมของทุกภาคส่วนในการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้นในอนาคต

related