
SHORT CUT
โลกเขย่าถี่ แผ่นดินไหวใหญ่เกิดซ้ำ ไทยไม่ประมาท เปิดแผนเฝ้าระวัง 16 กลุ่มรอยเลื่อนมีพลังทั่วประเทศ พร้อม Cell Broadcast เตือนประชาชนรับมือภัย
ปี 2569 กลายเป็นอีกปีที่หลายพื้นที่ทั่วโลกต้องเผชิญแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงกลางปีที่เกิดเหตุการณ์ขนาดใหญ่หลายครั้งในหลายภูมิภาค จนภาพข่าวความเสียหายจากแรงสั่นสะเทือนปรากฏขึ้นแทบต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม หากมองในมุมวิทยาศาสตร์แล้ว ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าโลกกำลังเกิดแผ่นดินไหวบ่อยขึ้นผิดปกติ
เพราะข้อมูลของสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ หรือ USGS ระบุว่า จำนวนแผ่นดินไหวทั่วโลกมีความผันผวนตามธรรมชาติ และการตรวจพบแผ่นดินไหวที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งมาจากเครือข่ายเครื่องมือวัดที่ครอบคลุมมากขึ้น โดยในระยะยาวโลกจะเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7 ขึ้นไปราว 16 ครั้งต่อปีโดยเฉลี่ย
แต่สิ่งที่ทำให้ปี 2569 ถูกจับตา คือจำนวนเหตุการณ์ขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องและสร้างผลกระทบหนักในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในเดือนสิงหาคมที่สถานการณ์ยิ่งสะท้อนความรุนแรงของภัยพิบัติได้ชัดเจนขึ้น วันที่ 5 สิงหาคม เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.0 บริเวณนอกชายฝั่งฟิลิปปินส์ลึกประมาณ 10 กิโลเมตร ขณะที่วันที่ 10 สิงหาคม โคลอมเบียเผชิญแผ่นดินไหวขนาด 7.4 ในพื้นที่ตะวันตกของประเทศ ซึ่งสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง อาคารจำนวนมากได้รับความเสียหายและมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก
จากนั้นวันที่ 15 สิงหาคม อินโดนีเซียเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.7 บริเวณเกาะฟลอเรส แรงสั่นสะเทือนก่อให้เกิดดินถล่ม บ้านเรือนและอาคารสาธารณะได้รับความเสียหาย ถนนและระบบสื่อสารถูกตัดขาด อีกทั้งเกิดคลื่นสึนามิขนาดเล็กและอาฟเตอร์ช็อกตามมาเป็นจำนวนมาก จนต้องอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยง เหตุการณ์นี้ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายวันหลังเกิดเหตุ และกลายเป็นหนึ่งในเหตุแผ่นดินไหวที่สร้างความสูญเสียรุนแรงที่สุดของอินโดนีเซียในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ภาพเหล่านี้อาจทำให้รู้สึกว่าแผ่นดินไหวกำลังเกิดถี่ขึ้นทั่วโลก แต่สิ่งที่ต้องเข้าใจคือ แผ่นดินไหวไม่ใช่ภัยที่มนุษย์สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำว่าจะเกิดวันไหน ที่ไหน หรือรุนแรงเพียงใด สิ่งที่ทำได้จึงไม่ใช่การรอให้รู้ว่าแผ่นดินไหวจะเกิดเมื่อไร แต่คือการเฝ้าระวัง ทำความเข้าใจพื้นที่เสี่ยง และเตรียมระบบแจ้งเตือนให้พร้อมที่สุด
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ประเทศไทยยังต้องจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แม้ไทยจะไม่ได้อยู่บนแนวแผ่นดินไหวที่รุนแรงที่สุดของโลก และแผ่นดินไหวส่วนใหญ่ที่เกิดในประเทศมักมีขนาดเล็ก แต่ประเทศไทยมีโครงสร้างทางธรณีวิทยาที่มีรอยเลื่อนมีพลังอยู่หลายพื้นที่ โดยกรมทรัพยากรธรณีระบุว่าประเทศไทยมี 16 กลุ่มรอยเลื่อนมีพลังพาดผ่านพื้นที่ 22 จังหวัด ซึ่งเป็นกลุ่มรอยเลื่อนที่มีศักยภาพในการก่อให้เกิดแผ่นดินไหวได้
ล่าสุดวันที่ 18 สิงหาคม 2569 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือ ปภ. จึงผนึกกำลังกับกรมอุตุนิยมวิทยา และกรมทรัพยากรธรณี ติดตามสถานการณ์แผ่นดินไหวและรอยเลื่อนต่างๆ ทั่วประเทศ โดยมี ธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นประธานการประชุม พร้อมหน่วยงานด้านธรณีวิทยาและแผ่นดินไหว เพื่อประเมินสถานการณ์และเตรียมความพร้อมรับมือภัยที่อาจเกิดขึ้น
ธีรพัฒน์ ระบุว่า ภัยแผ่นดินไหวและสึนามิเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ยังไม่สามารถพยากรณ์ได้ ขณะที่ระยะนี้มีเหตุแผ่นดินไหวเกิดขึ้นในประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชีย แม้เหตุการณ์เหล่านั้นจะยังไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประเทศไทยมีความพร้อมทั้งด้านการตรวจวัด การเฝ้าระวัง การแจ้งเตือน และการให้ข้อมูลแก่ประชาชน
สำหรับ 16 กลุ่มรอยเลื่อนมีพลังของประเทศไทย ประกอบด้วย รอยเลื่อนแม่จัน ในเชียงรายและเชียงใหม่ รอยเลื่อนแม่อิงในเชียงราย รอยเลื่อนแม่ฮ่องสอนในแม่ฮ่องสอนและตาก รอยเลื่อนเมยในตากและกำแพงเพชร รอยเลื่อนแม่ทาในเชียงใหม่ ลำพูน และเชียงราย รอยเลื่อนเถินในลำปางและแพร่ รอยเลื่อนพะเยาในพะเยา เชียงราย และลำปาง รอยเลื่อนปัวในน่าน รอยเลื่อนอุตรดิตถ์ในอุตรดิตถ์ รอยเลื่อนเจดีย์สามองค์ในกาญจนบุรี รอยเลื่อนศรีสวัสดิ์ในกาญจนบุรี กำแพงเพชร อุทัยธานี ตาก และสุพรรณบุรี รอยเลื่อนระนองในระนอง ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ และพังงา รอยเลื่อนคลองมะรุ่ยในสุราษฎร์ธานี กระบี่ พังงา และภูเก็ต รอยเลื่อนเพชรบูรณ์ในเพชรบูรณ์และเลย รอยเลื่อนแม่ลาวในเชียงราย และรอยเลื่อนเวียงแหงในเชียงใหม่ โดยข้อมูลของกรมทรัพยากรธรณียืนยันว่ามี 16 กลุ่มรอยเลื่อนมีพลังในประเทศไทย
การมีชื่ออยู่ในพื้นที่รอยเลื่อนมีพลังไม่ได้หมายความว่าทุกพื้นที่จะต้องเกิดแผ่นดินไหวรุนแรง แต่หมายถึงบริเวณดังกล่าวมีโครงสร้างทางธรณีวิทยาที่สามารถเคลื่อนตัวและปลดปล่อยพลังงานออกมาเป็นแผ่นดินไหวได้ ดังนั้นหัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การติดตามความเคลื่อนไหวและการเตรียมพร้อมรับมือ โดยกรมอุตุนิยมวิทยามีสถานีตรวจวัดแผ่นดินไหวทั่วประเทศ 111 สถานี สถานีตรวจวัดอัตราเร่งของพื้นดิน 55 สถานี และสถานีตรวจวัดการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกอีก 19 สถานี เพื่อใช้ติดตามและประเมินสถานการณ์
ขณะที่กรมทรัพยากรธรณีมีภารกิจสำรวจและติดตามรอยเลื่อนมีพลังอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมของรอยเลื่อนและประเมินความเสี่ยงในพื้นที่ โดยภาพรวมแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในประเทศไทยส่วนใหญ่มีขนาดเล็กและไม่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อโครงสร้างพื้นฐาน แต่ความเสี่ยงไม่ได้หายไป เพราะแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวในประเทศเพื่อนบ้านก็สามารถส่งผลให้ประชาชนในหลายจังหวัดของไทยรับรู้แรงสั่นสะเทือนได้เช่นกัน
อีกหนึ่งหัวใจสำคัญคือระบบแจ้งเตือนภัย ซึ่ง ปภ. โดยศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา กรมทรัพยากรธรณี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำมาตรฐานการปฏิบัติงาน หรือ SOP สำหรับการแจ้งเตือนแผ่นดินไหวผ่านระบบ Cell Broadcast โดยกำหนดเกณฑ์ตามตำแหน่งและลักษณะของเหตุการณ์ เพื่อไม่ให้การแจ้งเตือนสร้างความตื่นตระหนกเกินความจำเป็น แต่ยังสามารถส่งข้อมูลให้ประชาชนได้ทันเวลา
กรณีแผ่นดินไหวบนบกในประเทศไทย จะมีเกณฑ์แจ้งเตือนตั้งแต่ขนาด 4.0 ขึ้นไป ส่วนแผ่นดินไหวบนบกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะพิจารณาแจ้งเตือนตั้งแต่ขนาด 6.0 ขึ้นไป และกรณีแผ่นดินไหวบนบกหรือในทะเลบริเวณอันดามัน จะพิจารณาแจ้งเตือนตั้งแต่ขนาด 7.0 ขึ้นไป ส่วนกรณีภัยสึนามิ เกณฑ์ที่กำหนดไว้คือแผ่นดินไหวขนาดตั้งแต่ 7.6 ขึ้นไป และมีความลึกน้อยกว่า 100 กิโลเมตร
กระบวนการแจ้งเตือนจะเริ่มจากกรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งทำหน้าที่เป็นหน่วยแรกในการส่งข้อความแจ้งเหตุให้ประชาชนทราบ จากนั้น ปภ. จะส่งข้อความในลำดับถัดไปเพื่อแจ้งแนวทางการปฏิบัติตัวให้ประชาชนสามารถรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างปลอดภัย
สำหรับ ธีรพัฒน์ อธิบดี ปภ. การรับมือแผ่นดินไหวจึงไม่ใช่ภารกิจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องทำงานร่วมกันตั้งแต่ระดับนโยบาย ปฏิบัติการ วิชาการ การวิจัย ไปจนถึงการสร้างความรู้และความตระหนักให้ประชาชน โดยเฉพาะประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ 16 กลุ่มรอยเลื่อน รวมถึงจังหวัดที่อาจรับรู้แรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวในประเทศเพื่อนบ้าน
ท้ายที่สุด สิ่งที่ประเทศไทยควรเรียนรู้จากภาพแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นทั่วโลกในปี 2569 ไม่ใช่การหวาดกลัวทุกครั้งที่เห็นตัวเลขแมกนิจูดเพิ่มขึ้น แต่คือการยอมรับว่าแผ่นดินไหวเป็นภัยที่ยังคาดการณ์เวลาเกิดไม่ได้ และความเสียหายไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดเพียงอย่างเดียว หากยังขึ้นอยู่กับความลึกของจุดเกิดเหตุ ระยะห่างจากชุมชน ลักษณะชั้นดิน คุณภาพอาคาร และความพร้อมของระบบรับมือ
ดังนั้น 16 กลุ่มรอยเลื่อนของไทยจึงไม่ใช่รายชื่อที่มีไว้เพื่อสร้างความหวาดกลัว แต่เป็นแผนที่ความเสี่ยงที่ควรรู้จัก ยิ่งรู้ว่าความเสี่ยงอยู่ตรงไหน ยิ่งมีโอกาสเตรียมตัวได้ตรงจุด เพราะเมื่อพื้นดินเริ่มสั่น สิ่งที่ช่วยลดความสูญเสียได้มากที่สุดอาจไม่ใช่การรู้ล่วงหน้าว่าแผ่นดินไหวจะมาเมื่อไร แต่คือการที่ประชาชน รัฐ และโครงสร้างพื้นฐานพร้อมรับมือทันทีที่มันเกิดขึ้น