UN เตือนวิกฤต 'เอลนีโญ' รุนแรงทุบสถิติ เร่งโลกป้องกันก่อนสาย

UN เตือนวิกฤต 'เอลนีโญ' รุนแรงทุบสถิติ เร่งโลกป้องกันก่อนสาย

UN ส่งสัญญาณเตือนภัยสูงสุด เอลนีโญครั้งนี้รุนแรงสุดในประวัติศาสตร์ มหาสมุทรแปซิฟิกร้อนทุบสถิติ เสี่ยงกระทบ 50 ล้านคนขาดแคลนอาหาร เร่งทั่วโลกตั้งรับด่วน

SHORT CUT

  • สหประชาชาติ (UN) ประกาศเตือนภัยปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแรงทุบสถิติในรอบ 40 ปี และเรียกร้องให้ทุกประเทศเร่งดำเนินมาตรการป้องกันเชิงรุก
  • อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ก่อให้เกิดสภาพอากาศสุดขั้ว เช่น ภัยแล้ง น้ำท่วม และพายุไซโคลนทั่วโลก
  • วิกฤตครั้งนี้คาดว่าจะส่งผลให้ประชาชนกว่า 50 ล้านคนเผชิญภาวะขาดแคลนอาหารรุนแรง และยังซ้ำเติมปัญหาโลกร้อนให้ทวีความรุนแรงขึ้น
  • UN ได้อนุมัติเงินช่วยเหลือฉุกเฉินเบื้องต้น และย้ำว่าแม้ไม่สามารถหยุดยั้งเอลนีโญได้ แต่สามารถป้องกันผลกระทบที่เลวร้ายที่สุดผ่านการลงมือทำอย่างทันท่วงที

UN ส่งสัญญาณเตือนภัยสูงสุด เอลนีโญครั้งนี้รุนแรงสุดในประวัติศาสตร์ มหาสมุทรแปซิฟิกร้อนทุบสถิติ เสี่ยงกระทบ 50 ล้านคนขาดแคลนอาหาร เร่งทั่วโลกตั้งรับด่วน

องค์การสหประชาชาติ (UN) ออกประกาศเตือนภัยขั้นสูงสุดเกี่ยวกับปรากฏการณ์เอลนีโญโดยระบุว่าวิกฤตธรรมชาติครั้งนี้มีความรุนแรงเกินขอบเขตที่เคยบันทึกไว้ในรอบ 40 ปี และผลกระทบต่อมนุษยชาติอาจยืดเยื้อไปจนถึงปี 2027 หรือนานกว่านั้น UN จึงเร่งเรียกร้องให้ทุกประเทศดำเนินมาตรการป้องกันเชิงรุกอย่างเร่งด่วนก่อนที่หายนะจะแผ่ขยายวงกว้าง

ทุบสถิติในรอบ 40 ปี มหาสมุทรแปซิฟิกร้อนฉ่า 3.8 °C

เซเลสต์ เซาโล หัวหน้าองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) เปิดเผยว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงมกราคม มีแนวโน้มพุ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 3.8 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นการทำลายสถิติสูงสุดนับตั้งแต่มีการบันทึกข้อมูล แซงหน้าสถิติเดิมที่ 2.6 องศาเซลเซียสเมื่อปี 2015-2016 อย่างสิ้นเชิง

'ลูกบอลทำลายล้าง' คุกคามหลายภูมิภาคทั่วโลก

ทอม เฟลตเชอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายมนุษยธรรมของ UN เปรียบเปรยเอลนีโญระลอกนี้ว่าเป็นเหมือน "ลูกบอลทำลายล้าง" (Wrecking Ball) ที่กำลังพุ่งชนหลายพื้นที่ทั่วโลก ตั้งแต่ลาตินอเมริกา แอฟริกา เอเชีย ไปจนถึงหมู่เกาะแปซิฟิก โดยแต่ละภูมิภาคต้องเตรียมรับมือกับสภาพอากาศสุดขั้วทั้งภัยแล้ง น้ำท่วมใหญ่ และพายุไซโคลน

50 ล้านชีวิตเผชิญความอดอยากและวิกฤตมนุษยธรรม

ความรุนแรงของเอลนีโญไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องสภาพอากาศ แต่กำลังกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางอาหารของมนุษย์ คาดว่าจะมีประชาชนมากกว่า 50 ล้านคนต้องเผชิญภาวะขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นวิกฤตที่เข้ามาซ้ำเติมปัญหาความขัดแย้งเดิม การพลัดถิ่น และราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น

UN ระบุว่าช่วงเวลา 2 สัปดาห์ข้างหน้าคือ 'ช่วงเวลาวิกฤต' ในการเร่งส่งมอบความช่วยเหลือ โดยเบื้องต้น UN ได้อนุมัติเงินฉุกเฉิน 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อช่วยเหลือ 11 ประเทศแนวหน้า เช่น โซมาเลีย เอธิโอเปีย เคนยา และซูดานใต้ พร้อมเรียกร้องให้สถาบันการเงินระหว่างประเทศเร่งอัดฉีดงบประมาณช่วยเหลือล่วงหน้าก่อนที่ความเสียหายจะเกิดขึ้น

วิกฤตเสี่ยงร้อนพุ่ง 2.8 องศาเซลเซียส

ปรากฏการณ์เอลนีโญปี 2026 นี้ยังเข้ามาซ้ำเติมวิกฤตโลกร้อนให้รุนแรงขึ้น รายงาน Emissions Gap Report 2026 จากโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) เตือนว่าหากทั่วโลกยังคงดำเนินนโยบายปัจจุบัน อุณหภูมิโลกอาจเพิ่มสูงขึ้นถึง 2.8 องศาเซลเซียสภายในศตวรรษนี้ ซึ่งจะยิ่งเพิ่มความถี่และความรุนแรงของคลื่นความร้อน น้ำท่วม และไฟป่า

แม้โลกจะเสี่ยงเผชิญภาวะอุณหภูมิพุ่งเกินเป้าหมายเป็นการชั่วคราว แต่ UNEP ยืนยันว่าเรายังสามารถดึงอุณหภูมิกลับลงมาต่ำกว่า 1.5 องศาเซลเซียสได้ภายในสิ้นศตวรรษ หากเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 18% ภายในปี 2573 และ 69% ภายในปี 2583 พร้อมทั้งเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนขึ้น 3 เท่า และเปลี่ยนผ่านออกจากเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างจริงจัง

ข้อความสำคัญที่สุดจากหัวหน้า WMO คือ "เราไม่สามารถหยุดยั้งเอลนีโญได้ แต่เราสามารถป้องกันผลกระทบที่เลวร้ายที่สุดต่อมนุษย์ได้" การเตือนภัยล่วงหน้าและการลงมือทำทันทีคือหัวใจสำคัญในการปกป้องชีวิตและระบบเศรษฐกิจ ทุกภาคส่วนและประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวและเตรียมความพร้อมทางนโยบายอย่างเร่งด่วนก่อนจะสายเกินแก้

related