ชวนส่องกลยุทธ์ ฝ่าวิกฤตพลังงานโลก ฉบับเอกนัฏ พร้อมพันธุ์

ชวนส่องกลยุทธ์ ฝ่าวิกฤตพลังงานโลก ฉบับเอกนัฏ พร้อมพันธุ์

ท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลก และการเปิดจุดอ่อนพลังงานไทย เราจะไปต่ออย่างไร ชวนมามองแนวคิดและแผนการของรมว.พลังงานคนปัจจุบัน เอกนัฏ พร้อมพันธุ์

ในวันที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลกปะทุขึ้น แสงสปอร์ตไลท์ได้ส่องให้เห็นวิกฤตพลังงานที่ซ่อนอยู่ของหลายประเทศทั่วโลกอย่างชัดเจน ทั้งต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น การเกิดความผันผวนของราคาเชื้อเพลิง และการมองหาโอกาสใหม่อย่างพลังงานสะอาด

งานสัมมนา The Big Issue : Energy Crisis New Solution ที่จัดโดยฐานเศรษฐกิจ ได้เปิดโต๊ะกลมเพื่อหารือการปรับโครงสร้างและสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้ยั่งยืนในอนาคต หนึ่งในไฮไลท์สำคัญคือ การปาฐกถา โดยเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในหัวข้อ “ทิศทางพลังงานไทย นโยบายและแนวทางรับมือวิกฤต เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ”

Cr.Nation Photo

นายเอกนัฏเล่าว่า “ตั้งแต่ผมเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน สิ่งหนึ่งที่ผมให้ความสำคัญคือการ ‘ฟัง’ ผมไม่เคยปฏิเสธที่จะรับฟังข้อมูลจากทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน นักวิชาการ หรือผู้ประกอบการ เพราะผมเชื่อว่าวิกฤตพลังงานที่ไทยและทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่นี้ ไม่ได้มีเพียงแค่ปัญหา แต่มันคือจังหวะและโอกาสสำคัญในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ”

“หากเราสามารถจัดการกับปัญหาเหล่านี้และใช้โอกาสนี้ในการปรับโครงสร้างกฎเกณฑ์ต่าง ๆ จะเป็นผลบวกอย่างมากต่อประเทศ ปัจจุบันเราเริ่มเห็นเม็ดเงินลงทุนจริงไหลเข้ามามากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อ GDP และเป็นผลจากนโยบาย 'Thailand Fast Pass' ที่ทำให้กติกาต่างๆ คล่องตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม ปัญหาเรื่องกฎระเบียบที่ซับซ้อนยุ่งยากยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ ซึ่งหากปล่อยไว้อาจนำไปสู่การขยายตัวของธุรกิจสีเทาหรืออุตสาหกรรมเถื่อนที่เราไม่ต้องการ”

ภัยแล้งและการขาดแคลนน้ำสำคัญมากกับ Data Center

นอกจากเรื่องพลังงานแล้ว ปัญหาเรื่องการบริหารจัดการที่ดินและผังเมืองก็เป็นเรื่องใหญ่ที่ส่งผลต่อความคุ้มค่าของการลงทุน โดยเฉพาะพื้นที่ EEC ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยตั้งงบประมาณขาดดุลและกู้เงินมาลงทุนมหาศาล คำถามสำคัญคือ การลงทุนนั้นผลิดอกออกผลคุ้มค่าหรือยัง ปัญหามหากาพย์อย่างการแลกเปลี่ยนที่สาธารณะหรือลำรางในนิคมอุตสาหกรรมบางครั้งใช้เวลานานถึง 10 ปี ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องเร่งแก้ไข

ยังไม่พูดถึงเรื่องน้ำ ซึ่งเราก็เห็นละ ปีนี้ประกาศเป็นเอลนีโญ น้ำก็จะเริ่มน้อย แย่งกันอีก ประชาชนก็ต้องใช้ เกษตรกรก็ต้องมีน้ำ อุตสาหกรรมก็ต้องมีน้ำ ยิ่งเรากำลังเอาอุตสาหกรรมยุคใหม่เข้ามา หลายคนพูดถึงเรื่อง Data Center ซึ่งอันนี้ต้องติดเครื่องหมายคำถามไว้ที่ปลายประโยคเลยว่า ประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับคืออะไร แต่ว่าพอเข้ามาปุ๊ป แน่นอนฮะ นอกจากมีการใช้ที่ดิน มีการใช้ไฟแล้ว ก็มีการใช้น้ำด้วย เรื่องน้ำก็สำคัญ โดยเฉพาะในพื้นที่ของอุตสาหกรรม เกษตรกรกับพื้นที่ที่อยู่อาศัย ที่จะต้องเติบโจและเจริญไปพร้อมกัน

“เราต้องมาเร่งจัดการปัญหาปัญหาเหล่านี้ แต่จริง ๆ แล้ว ภาพรวมทั้งหมดเนี่ย ต้องบอกว่า ประเทศไทยพระเจ้าให้มาดี เรามีน้ำนะ เราไม่ใช่ประเทศไร้น้ำ เราไม่ใช่ประเทศที่อยู่กลางทะเลทรายนะฮะ เรามีน้ำครับ แต่เราบริหารจัดการยังไงเนี่ย ทำไมพอจังหวะน้ำเยอะก็ท่วม แต่พอฝนไม่ตกน้ำก็แล้ง จริง ๆ น้ำเนี่ยมีแต่ต้องบริหารจัดการให้ไม่ท่วม ไม่สร้างความเสียหาย แล้วความต้องการใช้น้ำ ก็ต้องกระจายไปให้ถึงเกษตรกรนะครับ”

อุปสรรคสำคัญที่ทำให้เราก้าวไปข้างหน้าไม่ได้คือ ‘ความช้า’ และการ ‘พูดแล้วไม่ทำ’ ผมหวังว่าการคุยวันนี้จะมีข้อสรุปชัดเจน เพื่อไม่ให้เหมือนแผน PDP (Power Development Plan) ที่เราใช้แผนเดิมมาตั้งแต่ปี 2018 การมีแผนย่อมดีกว่าไม่มี เพราะแผนทำให้เรามีกรอบในการทำงานที่มีความยืดหยุ่น และความคล่องตัว เพื่อปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์โลก

สถานการณ์พลังงานโลกและการเปลี่ยนผ่านไปสู่ไฟฟ้า

หลังจากได้เข้าร่วมประชุมอาเซียนซัมมิตที่ฟิลิปปินส์ ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญเรื่องพลังงานเป็นวาระหลักของเวทีโลก เนื่องจากปัจจัยต่าง ๆ ทั้งสภาวะโลกร้อน และภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรงและทันท่วงที โดยเฉพาะการปิดช่องแคบฮอร์มุสที่เป็นปัจจัยเสี่ยงสูงสุดต่อโครงสร้างพลังงานโลก หากเกิดการปิดทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตกจะกระทบต่อการลำเลียงน้ำมันอย่างมหาศาล

Cr.Reuters

ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันมากกว่า 90% หากซัพพลายหายไปเกิน 20-30% ผลกระทบจะรุนแรงมาก ดังนั้นเราต้องบริหาร 2 ส่วนหลัก คือ 1.เชื้อเพลิงธรรมชาติ (น้ำมัน) และ 2.พลังงานไฟฟ้า ซึ่งโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค Electrication อย่างเต็มตัว

ในอดีต รถยนต์ไฟฟ้า (EV) เคยถูกปรามาสว่าเป็นเพียง ‘รถกอล์ฟ’ แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีพัฒนาไปไกลมาก จนมีประสิทธิภาพและความคุ้มค่าต่อกิโลเมตรสูงกว่ารถยนต์สันดาปหลายเท่า โดยเฉพาะการใช้งานในเมือง ซึ่งเป็นตัวช่วยสำคัญในภาคขนส่งและสิ่งแวดล้อม

ความมั่นคงด้านน้ำมันและการสำรองเชิงยุทธศาสตร์

โจทย์แรกที่เราต้องเร่งดำเนินการคือการสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน หรือ Strategic Petroleum Reserve (SPR) ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่จำเป็นมากในสถานการณ์ปัจจุบัน เราเห็นตัวอย่างจากญี่ปุ่นและเกาหลีที่เข้มงวดเรื่องน้ำมันสำรองมาตั้งแต่ปี 1973 ขณะที่ไทยปัจจุบันบังคับเอกชนสำรองน้ำมันดิบเพียง 6% และน้ำมันสำเร็จรูป 1%

เราต้องคำนวณความคุ้มค่าว่าการมีน้ำมันสำรองของประเทศจะช่วยลดความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจได้มากเพียงใด นอกจากนี้ ไทยมีจุดยุทธศาสตร์ที่ดีมาก เราสามารถเจรจาให้กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางเข้ามาลงทุนสร้างคลังสำรองในบ้านเราได้ ซึ่งทำให้ไทยมีความมั่นคงด้านน้ำมันเพิ่มขึ้นจากการร่วมทุนเหล่านี้

กลไกกองทุนน้ำมันและการปรับสูตรราคา

ในส่วนของราคาน้ำมัน ผมได้ปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นลงจาก -2 เป็น -5 ซึ่งต้องขอบคุณข้อเสนอแนะจากคตร. และท่านอาจารย์พรายพล อย่างไรก็ตาม เราต้องทบทวนกลไกกองทุนน้ำมันใหม่ ไม่ใช่เพียงแค่เป็นกันชนราคา แต่ต้องเพิ่มกลไกการจัดเก็บผลประโยชน์ส่วนเกินในยามวิกฤต เพื่อนำมาลดภาระประชาชน

เราต้องสร้างสมดุลให้ระบบมีความยั่งยืน ไม่ใช่ให้ผู้ประกอบการมาฟันกำไรในช่วงที่ประชาชนเดือดร้อนจนขาดความเชื่อมั่นในระบบน้ำมัน กลไกราคาที่อ้างอิงสิงคโปร์ซึ่งใช้มา 20-30 ปี จนหลายโรงกลั่นคืนทุนไปแล้วนั้น ยังเหมาะสมอยู่หรือไม่ในปัจจุบัน เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาต่อไป รวมถึงการใช้อำนาจตามกฎหมายเฉพาะในภาวะขาดแคลนเพื่อกำหนดราคาหน้าโรงกลั่นให้เป็นธรรมที่สุด

Cr.Reuters

การส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) 

โจทย์สำคัญที่สามคือเชื้อเพลิงชีวภาพ ทั้งไบโอดีเซลและเอทานอล ซึ่งไทยมีศักยภาพสูงเป็นอันดับ 2 ของโลกในการส่งออกน้ำตาล การใช้เชื้อเพลิงชีวภาพคือการนำเงินไปสนับสนุนเกษตรกรไทยแทนการส่งออกเงินไปยังตะวันออกกลาง แม้จะมีต้นทุนสูงกว่าในบางช่วง แต่เป็นการสร้างความยั่งยืนให้เศรษฐกิจฐานราก

เราต้องพัฒนาจุดสมดุลให้มีความนิ่ง ไม่ใช่ทำแบบ 'ไฟไหม้ฟาง' ที่พอราคาน้ำมันโลกถูกก็ลืมเกษตรกร นอกจากนี้ ผมได้หารือกับพี่ทองอยู่เรื่องการช่วยเหลือภาคขนส่งแบบมุ่งเป้า (Targeted Subsidy) เช่น การสนับสนุนการใช้ B20 ให้ราคาถูกลง เพื่อลดต้นทุนการขนส่งสินค้า ซึ่งจะช่วยคุมเงินเฟ้อและส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมมากกว่าการอุดหนุนแบบเหมาเข่ง

การปฏิรูปโครงข่ายไฟฟ้าและพลังงานสะอาด 

ในด้านไฟฟ้า เรากำลังก้าวสู่ยุคเปลี่ยนผ่าน (Transition) ซึ่งโลกยุคใหม่เป็นของคนที่มีความคล่องตัว (Agility) และใช้เทคโนโลยีได้เร็ว เราต้องมุ่งไปสู่พลังงานสะอาด ผสมผสานระหว่างไฟฐาน (Base Load) กับพลังงานหมุนเวียน (RE) เช่น โซลาร์ ลม และไบโอแมส

หัวใจสำคัญคือ 'Grid Modernization' หรือ Smart Grid เราต้องพัฒนาโครงข่ายให้สามารถรองรับพลังงานหมุนเวียนที่มีความผันผวนได้ รวมถึงการลงทุนในระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) เช่น ไฮโดรแบตเตอรี่ในเขื่อน ซึ่งเป็นการใช้โครงสร้างเดิมของประเทศให้คุ้มค่าที่สุด โดยผมยืนยันว่าจะไม่ใช้เงินกู้พรก. แต่จะหาแนวคิดการลงทุนในรูปแบบกองทุนเพื่อให้เป็นกลไกของรัฐ

สำหรับประชาชน เราจะส่งเสริมการติดตั้ง Solar Rooftop โดยปรับลดกฎระเบียบที่ยุ่งยากให้เป็น One Stop Service และตั้งเป้าให้ขออนุญาตได้ภายใน 7 วัน รวมถึงการจัดหาแพลตฟอร์มการเงินร่วมกับธนาคารเพื่อลดดอกเบี้ยหรือเงินดาวน์ เพื่อให้เงินถึงมือประชาชนโดยตรงโดยไม่ผ่านมือใคร

นอกจากนี้ เราจะขยายโควตาการรับซื้อไฟคืนจากประชาชนเพิ่มขึ้นทีละ 500 เมกะวัตต์ และเดินหน้าสู่ตลาดซื้อขายไฟฟ้าเสรีในอนาคต โดยเปิดให้บุคคลที่สามเข้าใช้สายส่งได้ (Third Party Access - TPA) ซึ่งจะช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมเข้าถึงพลังงานสะอาดได้ง่ายขึ้นและประหยัดต้นทุน

Data Center และบทสรุปการทำงาน 

โจทย์สุดท้ายคือ Data Center ซึ่งหลายคนกังวลว่าจะเข้ามาใช้ไฟมากจนทำให้คนไทยต้องใช้ไฟแพง ผมขอยืนยันว่า 'Data Center มา คนไทยต้องใช้ไฟถูกลง' เราจะกำหนดเงื่อนไขให้ธุรกิจเหล่านี้เข้ามาช่วยพัฒนา Smart Grid และต้องซื้อไฟฟ้าในราคาที่เหมาะสม เพื่อนำ New Demand มาแก้ปัญหา Legacy เดิมของระบบไฟฟ้า

ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ผมสังเคราะห์มาในช่วง 1 เดือนแรกของการทำงาน ปัญหาของประเทศไม่ใช่การไม่รู้ว่าจะทำอะไร แต่คือการ 'รู้แล้วไม่ทำ' ผมให้กำหนดเวลาตัวเอง (Deadline) ไม่เกิน 1 ปีที่จะต้องทำให้ทุกอย่างที่พูดเกิดผลเป็นรูปธรรม

“ผมชินกับการโดนด่าและมีคดีติดตัวอยู่แล้ว แต่ผมยอมเพื่อความก้าวหน้าของประเทศ ในสถานการณ์วิกฤตนี้คือโอกาสสำคัญที่ไม่ได้มีมาบ่อยๆ ผมจะเร่งจัดการทั้งเรื่องน้ำมันเถื่อน ราคาน้ำมันที่เหมาะสม และค่าไฟฟ้าที่ต้องถูกลงอย่างเป็นระบบด้วยโครงสร้าง ไม่ใช่เพียงการเอาเงินภาษีไปอุดหนุน”

related