
SHORT CUT
งานวิจัยใหม่จากอังกฤษเตือนมลพิษจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน ทำให้แสงอาทิตย์ที่ตกกระทบแผงโซลาร์เซลล์ลดลงและทำให้สูญเสียกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดอย่างมีนัยสำคัญ
พลังงานแสงอาทิตย์ได้รับการยกย่องว่าเป็นดาวเด่นในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของสหภาพยุโรป (EU) แต่บรรดานักวิทยาศาสตร์เตือนว่า มลพิษจากถ่านหินกำลังลดทอนศักยภาพของหลังงานหมุนเวียนในการช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เนื่องจากหลายประเทศทั่วโลกยังคงพึ่งพา “ถ่านหิน” ที่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ
งานวิจัยใหม่ที่นำโดยนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ดและ University College London (UCL) ในสหราชอาณาจักรที่ตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์ Nature Sustainability ได้ทำการทำแผนที่และประเมินระบบการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์จากโซลาร์เซลล์ (Solar PV) มากกว่า 140,000 แห่งทั่วโลก
ผลการศึกษาใช้ข้อมูลจากดาวเทียมและข้อมูลบรรยากาศเกี่ยวกับมลพิษทางอากาศ เพื่อคำนวณปริมาณแสงอาทิตย์ที่สูญเสียไปและประเมินว่าการสูญเสียดังกล่าวส่งผลต่อการผลิตไฟฟ้ามากน้อยเพียงใด
นักวิจัย พบว่า มลพิษจากโรงไฟฟ้าถ่านหินลดปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้จากแผงโซลาร์เซลล์อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่มีโรงไฟฟ้าถ่านหินและมีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ควบคู่กันไป
มลพิษถ่านหินกระทบกำลังผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์อย่างไร?
ผลกระทบดังกล่าวเทียบเท่ากับการสูญเสียพลังงานประมาณ 111 เทราวัตต์-ชั่วโมง เทียบเท่ากับพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้จากโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดกลาง 18 แห่ง
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น พลังงาน 1 เทราวัตต์-ชั่วโมง เทียบเท่ากับปริมาณไฟฟ้าต่อปีของพลเมืองสหภาพยุโรป 150,000 คน
รายงานระบุว่า ระหว่างปี 2017 ถึงปี 2023 ระบบโซลาร์เซลล์ที่ติดตั้งใหม่สามารถเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าได้เฉลี่ยปีละ 246.6 เทราวัตต์ชั่วโมง ขณะที่การสูญเสียพลังงานจากละอองลอยในอากาศ (Aerosols) จากระบบที่มีอยู่เดิมมีปริมาณสูงถึง 74 เทราวัตต์-ชั่วโมงต่อปี คิดเป็นเกือบ 1 ใน 3 ของกำลังผลิตที่เพิ่มขึ้นจากการติดตั้งใหม่
นักวิจัยระบุว่า ผลการศึกษานี้สะท้อนถึงปฏิสัมพันธ์ที่ไม่ได้รับการยอมรับมาก่อนระหว่างการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลกับพลังงานหมุนเวียน โดยการปล่อยมลพิษจากระบบพลังงานแบบหนึ่งสามารถส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพของอีกระบบหนึ่งได้
ทำไมโรงไฟฟ้าถ่านหินจึงเป็นข่าวร้ายสำหรับพลังงานหมุนเวียน
ถ่านหินถือเป็นแหล่งพลังงานที่สกปรกและก่อมลพิษมากที่สุด และเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของภาวะโลกร้อน แม้ว่าพลังงานหมุนเวียนจะสามารถแซงหน้าพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลได้เป็นครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว แต่หลายประเทศยังคงพึ่งพาโรงไฟฟ้าถ่านหินต่อไป แม้จะตระหนักถึงอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม
หนึ่งในนั้นคืออิตาลีที่เพิ่งประกาศเลื่อนการปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินอย่างถาวรออกไปจนถึงปี 2038 ซึ่งช้ากว่ากำหนดเดิมถึง 13 ปี เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและพรรคฝ่ายค้านสายกลางซ้ายที่กล่าวหารัฐบาลว่าเพิกเฉยต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศ
โรงไฟฟ้าถ่านหินปล่อยอนุภาคฝุ่นละอองขนาดเล็กที่กระจายและดูดซับแสงอาทิตย์ ส่งผลให้ปริมาณแสงที่ตกกระทบบนแผงโซลาร์เซลล์ลดลง รวมถึง เปลี่ยนแปลงลักษณะของเมฆที่อาจทำให้การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ลดลงมากยิ่งขึ้น
ผลกระทบที่เด่นชัดในจีนผลกระทบนี้ปรากฏให้เห็นเด่นชัดเป็นพิเศษในจีนที่ีเร่งเพิ่มกำลังการผลิตทั้งพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานถ่านหินควบคู่กัน และมักตั้งโรงไฟฟ้าทั้ง 2 ประเภทในพื้นที่ใกล้เคียงกัน โดยภูมิภาคที่มีกำลังการผลิตจากถ่านหินสูง มักสอดคล้องกับพื้นที่ที่พบการสูญเสียกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์มากที่สุด
จีนเป็นผู้ผลิตพลังงานแสงอาทิตย์รายใหญ่ที่สุดของโลก โดยผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ได้ 793.5 เทราวัตต์-ชั่วโมง (TWh) ในปี 2023 คิดเป็น 41.5% ของปริมาณรวมทั่วโลก แต่ก็ประสบกับการสูญเสียจากละอองลอยในอากาศมากที่สุดเช่นกัน เนื่องจากกำลังการผลิตโดยรวมลดลง 7.7%
นักวิจัย ประเมินว่า ประมาณ 29% ของการสูญเสียพลังงานแสงอาทิตย์ที่เกิดจากละอองลอยในจีน มาจากโรงไฟฟ้าถ่านหินโดยเฉพาะ
นอกจากนี้ยังระบุด้วยว่า ผลการศึกษานี้เป็นคำเตือนที่ชัดเจนว่าหากมองข้ามการสูญเสียพลังงานแสงอาทิตย์ที่เกิดจากมลพิษอาจทำให้รัฐบาล ภาคธุรกิจ และสังคมโดยรวมประเมินกำลังผลิตพลังงานหมุนเวียนสูงเกินความเป็นจริงอย่างเป็นระบบ พร้อมเสริมว่า หากต้องการรักษาเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน นโยบายต่าง ๆ จำเป็นต้องคำนึงถึงแรงฉุดที่ซ่อนอยู่ดังกล่าว และควรเปลี่ยนการอุดหนุนพลังงานฟอสซิลออกจากถ่านหิน
ที่มา: Euro News
Credit ภาพ: Reuters