
SHORT CUT
เจาะนโยบายแก้ฝุ่น PM 2.5 6 พรรคใหญ่ประชันวิสัยทัศน์ “ทวงคืนอากาศสะอาด-สร้างโอกาสใหม่” ให้คนภาคเหนือ เวทีดีเบต “NATION ELECTION 2569 DEBATE : จุดเปลี่ยนประเทศไทย เลือกตั้ง 2569
ปัญหาฝุ่นควันพิษ PM2.5 ไม่ใช่เพียงปัญหาสุขภาพ แต่คืออุปสรรคสำคัญที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจและโอกาสของผู้คนในภาคเหนือ ในเวทีดีเบตสนามที่ 3 ของเนชั่นทีวี ณ จังหวัดเชียงใหม่ ตัวแทนจาก 6 พรรคการเมืองระดับแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีได้ร่วมกันแสดงวิสัยทัศน์และแนวทางจัดการวิกฤต
การดีเบตประเด็นเร่งด่วนเรื่องฝุ่น PM2.5 ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ และกรุงเทพมหานคร
จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ย้ำว่าสิทธิในอากาศบริสุทธิ์เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐธรรมนูญรับรอง ภายใต้การทำงานของรัฐบาลนายเศรษฐา ต่อเนื่องถึงรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร สามารถลดปริมาณฝุ่นในพื้นที่เชียงใหม่ลงได้ถึง 40% พร้อมยอมรับว่าปัญหา PM2.5 มีความซับซ้อนและต้องแก้ไขอย่างเป็นระบบในระยะยาว
พร้อมเสนอแนวทางแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง 3 ด้าน ได้แก่
คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ในนามพรรคไทยสร้างไทย เสนอแนวคิด “สิทธิในอากาศสะอาด” พร้อมผลักดันให้ยกระดับ PM2.5 เป็นวาระแห่งชาติ จัดตั้งศูนย์บัญชาการกลางแบบ Single Command บูรณาการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ครอบคลุมการจัดการไฟป่าและการเผาในภาคเกษตร การสนับสนุนเกษตรกรด้วยสินเชื่อปลอดดอกเบี้ยเพื่อซื้อเครื่องจักรทดแทนการเผา การรับซื้อคาร์บอนเครดิต การเข้มงวดมลพิษอุตสาหกรรมและยานพาหนะ การผลักดันกฎหมาย PRTR เพื่อเปิดเผยข้อมูลมลพิษแบบเรียลไทม์ รวมถึงการเจรจาระหว่างประเทศและการแบนสินค้าที่มาจากการเผา
ฝั่งวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร จากพรรคประชาชน เน้นการผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด และกฎหมาย PRTR ควบคู่การยกระดับระบบข้อมูล โดยใช้ “Burn Scar” แทนการดูเฉพาะจุดความร้อน เพื่อให้จัดการปัญหาได้แม่นยำมากขึ้น พร้อมเสนอให้จัดสรรงบประมาณและบุคลากรอย่างจริงจังในพื้นที่ป่า ยกระดับอาสาสมัครดับไฟป่าเป็นอาชีพประจำ และเชื่อมโยงการแก้ PM2.5 กับนโยบายเกษตร เช่น สนับสนุนไร่ละ 250 บาทสำหรับเกษตรกรที่ไม่เผา รวมถึงการเจรจาปัญหาหมอกควันข้ามแดนผ่านกลไกพหุภาคี โดยย้ำว่าไทยต้องมีจุดยืนเชิงรุกในเวทีระหว่างประเทศ
ทั้งสองพรรคเห็นตรงกันว่า PM2.5 เป็นวิกฤตระดับชาติที่ต้องแก้ไขอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยแตกต่างกันในรายละเอียดด้านกลไกบริหาร การใช้ข้อมูล และรูปแบบการสนับสนุนภาคเกษตร
จตุพร บุรุษพัฒน์ พรรคโอกาสใหม่ ชี้ว่าภาคเหนือมีข้อจำกัดด้านภูมิประเทศ ทำให้ฝุ่นสะสมง่าย เสนอให้ประชาชนในพื้นที่ป่าเข้ามามีบทบาทดูแลป่าโดยตรง ใช้เครื่องจักรแทนการเผา แปรรูปเศษวัสดุการเกษตรเป็นพลังงาน พร้อมพัฒนาระบบเตือนภัยคุณภาพอากาศ และใช้งบประมาณแบบบูรณาการ รวมถึงใช้มาตรการทางการค้ากับประเทศต้นทางของหมอกควัน
ขณะที่กรณ์ จาติกวณิช พรรคประชาธิปัตย์ เสนอออก พ.ร.บ.อากาศสะอาด ยืนยันหลักผู้ก่อมลพิษต้องรับผิดชอบ ควบคู่เครื่องมือทางเศรษฐกิจ เช่น ประกันรายได้เกษตรกร และแนวคิด “พันธบัตรป่าไม้” ระดมทุนให้เกษตรกรดูแลและปลูกป่า สร้างรายได้ระยะยาว เพิ่มพื้นที่สีเขียว และช่วยดูดซับฝุ่น PM2.5 ตามธรรมชาต
น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ พรรคกล้าธรรม มองว่าการห้ามเผาเพียงอย่างเดียวไม่ตอบโจทย์ หากไม่สร้างทางเลือกให้เกษตรกร พร้อมเสนอสนับสนุนนวัตกรรมและเครื่องมือแปรรูปเศษวัสดุการเกษตร ลดต้นทุน และสร้างตลาดรองรับ เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้โดยไม่ต้องเผา
หัวใจสำคัญของทุกนโยบายคือการ “คืนสิทธิในการหายใจ” ให้คนเหนือ ทุกพรรคต่างเห็นตรงกันว่า “อากาศสะอาด” คือพื้นฐานสำคัญที่จะนำไปสู่ “โอกาสทางเศรษฐกิจ” ที่ยั่งยืนของภาคเหนือในอนาคต