
ใครอยากเลี้ยงไดโนเสาร์อย่าเพิ่งท้อ! แม้ดีเอ็นเอจะสลายไปหลายร้อยล้านปีแล้ว แต่ไดโนเสาร์ยังไม่ตายไปจากโลกนี้ รวม 6 สัตว์โลกดึกดำบรรพ์ ที่ยังมีลมหายใจในปัจจุบัน
ตื่นเช้ามา อยากพาทีเร็กซ์ไปเดินเล่น! แนวคิดนี้มีอยู่จริง นับตั้งแต่มนุษย์มีการค้นพบฟอสซิลไดโนเสาร์ครั้งแรก ผู้คนก็เริ่มหลงใหลและวาดฝัน ‘ใครบ้างจะไม่ตื่นเต้นกับภาพไดโนเสาร์ยักษ์นักล่าเดินผ่านไปมาตามท้องถนน หรือเราสามารถโบกมือทักทายกับซอโรพอดที่เดินผ่านหน้าต่างตึกไป!’
แม้ในทางวิทยาศาสตร์ การคืนชีพไดโนเสาร์ให้กลับมามีชีวิตจริงๆ จะเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้ เพราะกาลเวลาหลายล้านปีได้ย่อยสลาย DNA จนไม่เหลือร่องรอยให้เราต่อติด...
แต่ถ้าเราลองมองให้กว้างขึ้น จะพบว่าโลกใบนี้ไม่เคยไร้เงาไดโนเสาร์เลย เพราะทายาทสายตรงและเพื่อนร่วมรุ่นที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ ยังคงมีลมหายใจอยู่รอบตัวเรา และบางสายพันธุ์... อาจอยู่ใกล้คุณมากกว่าที่คิด
SPRiNG รวบรวมมาให้ว่าในโลกยุคปัจจุบัน ยังมีสัตว์ดึกดำบรรพ์ใดบ้างที่ยังมีชีวิตอยู่รอบตัวมนุษย์
จระเข้ แค่เห็นรูปลักษณ์ภายนอกก็เหมือนไดโนเสาร์ตั้งแต่แรกเห็นเลย จระเข้ในปัจจุบันมีบรรพบุรุษร่วมกับไดโนเสาร์กลุ่ม ‘อาร์โคซอร์’ และเป็นหนึ่งในเครือญาติที่โด่งดังที่สุดอย่าง ‘ไดโนซูคัส’ จระเข้ยักษ์จอมโหดแห่งยุคครีเทเชียสตอนปลาย (ราว 80 ล้านปีก่อน) จนได้ฉายา ‘จระเข้ที่กินไดโนเสาร์’
ในปี 2023 นักวิทย์ขุดพบกระดูกต้นขาฟอสซิลขนาดใหญ่ของทีเร็กซ์ และภายในกระดูกก็พบโมเลกุลของโปรตีนโครงสร้างคอลลาเจน หรือจะเรียกให้เข้าใจง่ายว่า ‘ดีเอ็นเอ’ ก็ได้ ที่ทำหน้าที่เสมือนลายนิ้วมือของสัตว์แต่ละชนิด ซึ่งเมื่อนักวิทย์นำคอลลาเจนไปเปรียบเทียบกับสัตว์ในปัจจุบัน ตั้งแต่มนุษย์ หนู ปลา แต่ผลปรากฎว่า ไก่และนกกระจอกเทศมีดีเอ็นเอใกล้เคียงทีเร็กซ์มากที่สุด
บางรายงานเผยว่า เหตุผลที่ไก่มีดีเอ็นเอเหมือนหรือใกล้เคียงไดโนเสาร์ เป็นเพราะในทางชีววิทยา นกคือไดโนเสาร์กลุ่มหนึ่งที่รอดชีวิตมาได้ โดยนกจัดอยู่ในกลุ่มเทโรพอด (Theropods) กลุ่มเดียวกับทีเร็กซ์
โดยเมื่อ 66 ล้านปีก่อน ตอนอุกกาบาตชนโลก ไดโนเสาร์ตัวใหญ่ ๆ ตายหมด แต่ไดโนเสาร์เทโรพอดขนาดเล็กบางชนิดที่มีขนและปีกรอดชีวิตมาได้ และก็วิวัฒนาการมาเรื่อย ๆ จนกลายเป็นนกกว่า 10,000 ชนิดในปัจจุบัน ซึ่งรวมถึง ‘ไก่’ ด้วย
Fun Fact : ถ้าสังเกตขาของไก่ จะเห็นว่ามันยังมีเกล็ดของสัตว์เลื้อยคลานอยู่ นั่นคือมรดกชิ้นสุดท้ายที่ชัดเจนสุดจากบรรพบุรุษอาร์โคซอร์นั่นเอง
ฉลาม เรียกได้ว่า ไม่ใช่ไดโนเสาร์ แต่เป็นรุ่นพี่ก็ว่าได้ เพราะในขณะที่ไดโนเสาร์พ่ายแพ้ให้กับการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่เมื่อ 66 ล้านปีก่อน แต่ฉลามนั้นรอดการสูญพันธุ์มาได้ถึง 5 ครั้ง
เพราะบรรพบุรุษของฉลามวิวัฒนาการมาตั้งแต่ประมาณ 450 ล้านปีก่อน (ยุคไซลูเรียน) แต่ไดโนเสาร์เพิ่งจะปรากฎตัวเมื่อประมาณ 230 ล้านปีก่อน (ยุคไตรแอสซิก)
ฉลามถือว่าเป็นผลงานชิ้นเอกของวิวัฒนาการ เพราะโครงสร้างร่างกายของมันแทบไม่เปลี่ยนแปลงเลยตลอดหลายร้อยล้านปี (มีขนาดตัวเท่าปัจจุบัน ไม่ได้ตัวใหญ่มหึมาเหมือนไดโนเสาร์) ซึ่งต่างจากสัตว์ตัวอื่นที่ต้องลดขนาดลงเพื่อความอยู่รอด
Fun Fact : ‘เมกาโลดอน’ ไม่ใช่บรรพบุรุษสายตรงของฉลามในปัจจุบัน เป็นแค่ญาติห่าง ๆ ที่เคยใช้ชีวิตอยู่ร่วมยุคกัน เมกาโลดอนสูญพันธุ์ไปแล้ว เพราะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและอาหารที่ขาดแคลน ส่วนฉลามขาวตัวเล็กกว่า ปรับตัวได้ดีกว่าจึงรอดมาได้
เต่ามีบรรพบุรุษร่วมกับไดโนเสาร์และจระเข้ในฐานะกลุ่มสัตว์เลื้อยคลานยุคแรก ๆ โดยสายวิวัฒนาการของเต่าแยกตัวออกมาเป็นเอกเทศเมื่อประมาณ 230-250 ล้านปีก่อน (ช่วงรอยต่อยุคเพอร์เมียนและไตรแอสซิก) เป็นช่วงใกล้เคียงกับที่ไดโนเสาร์ตัวแรกเริ่มปรากฎตัว
เต่าทะเล เป็นหนึ่งในสัตว์ไม่กี่ชนิดที่รอดพ้นการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่มาได้ถึง 2 ครั้ง ครั้งที่หนึ่งคือ ปลายยุคไตรแอสซิก (ไดโนเสาร์เริ่มครองโลก) และครั้งที่สองในยุคครีเทเชียส (อุกกาบาตพุ่งชนโลก) เนื่องจากกระดองที่แข็งแกร่งและปรับตัวได้ในน้ำลึก สามารถเอาตัวรอดมาได้จนถึงปัจจุบัน ด้วยการวิวัฒนาการและแตกแขนงออกไปทั่วโลก
งูไม่ได้เป็นลูกหลานของไดโนเสาร์ แต่เป็นพี่น้องในกลุ่มสัตว์เลื้อยคลานที่แยกสายวิวัฒนาการมาจากกิ้งก่า เมื่อประมาณ 120-150 ล้านปีก่อน (ยุคจูราสสิกถึงครีเทเชียส)
หลักฐานฟอสซิลยืนยันว่า งูโบราณเคยมีขามาก่อน เช่น Pachyrhachis เป็นงูยุคครีเทเชียสที่มีลำตัวยาว แต่ยังมีขาเล็ก ๆ สองข้าง นักวิทย์เชื่อว่า พวกมันวิวัฒนาการด้วยการลดรูปขาลงเพื่อใช้ในการมุดดินหรือว่ายน้ำได้คล่องตัวขึ้น
ถ้าฉลามคือรุ่นพี่ ปลาซีลาแคนท์คือรุ่นปู่ละล่ะ เพราะเป็นปลาดึกดำบรรพ์ที่มีชีวิตอยู่มาตั้งแต่ 400 ล้านปีก่อน เก่าแก่กว่าไดโนเสาร์ 2 เท่า และแทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างเลยตลอดหลายร้อยปี
ในอดีตนักวิทย์เชื่อมาตลอดว่า ปลาชนิดนี้สูญพันธุ์ไปพร้อมกับไดโนเสาร์แล้วเมื่อ 66 ล้านปีก่อน เพราะไม่มีใครพบฟอสซิลของมันที่อายุน้อยกว่านั้นเลย จนกระทั่งในปี 1938 มีชาวประมงจับมันได้แบบ ‘ตัวเป็น ๆ ’ ที่แอฟริกาใต้ ทำเอาวงการวิทยาศาสตร์สั่นสะเทือน โดยเฉพาะรูปร่างหน้าตาที่เหมือนเดิมเป๊ะ
พวกมันมักอยู่ในน้ำลึกระดับ 150-170 เมตร ซ่อนตัวและพักผ่อนในถ้ำใต้น้ำหรือโขดหินภูเขาไฟ และจะออกหากินตอนกลางคืน
ที่มาข้อมูล