
SHORT CUT
วัน Earth Day กับดนตรีร็อก - ดนตรีหนักๆทะลวงหู ดูไม่ค่อยรักษ์โลก แต่ที่จริงตะโกนรักโลกมานานแล้ว! ดูความเชื่อมโยง ความสัมพันธ์ของวัน Earth Day กับพลังดนตรีร็อกและคอนเสิร์ต -ที่มาบรรจบกัน จากการประท้วงในปี 1970 สู่การตื่นรู้ด้านสิ่งแวดล้อมที่พลิกโลกของเรา ในเรื่องสิ่งแวดล้อมโลกของเราดีขึ้นหรือยัง
ย้อนกลับไปในช่วงปลายทศวรรษที่ 1960 โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตมลภาวะอย่างรุนแรง แม่น้ำเต็มไปด้วยสารเคมีจนเกิดไฟลุกไหม้ และอากาศเต็มไปด้วยควันพิษที่คุกคามชีวิตผู้คน
และในวันที่ 22 เมษายน 1970 "วันคุ้มครองโลก" หรือ Earth Day ครั้งแรกได้ถือกำเนิดขึ้นจากวิสัยทัศน์ของวุฒิสมาชิกสหรัฐฯ Gaylord Nelson เพื่อสร้างความตระหนักรู้แก่สาธารณชน โดยได้รับแรงบันดาลใจจากความสำเร็จของการจัดกิจกรรมประท้วงต่อต้านสงครามเวียดนาม
นี่คือยุคที่พลังของคนหนุ่มสาวและวัฒนธรรมขบถ (Counterculture) กำลังเบ่งบาน ดนตรีไม่ได้เป็นเพียงความบันเทิง แต่เป็นเครื่องมือในการต่อต้านและเรียกร้องสิทธิ การจัดกิจกรรม Earth Day ในเมืองใหญ่มักมีดนตรีสดเพื่อดึงดูดฝูงชน เช่น ในนครนิวยอร์กที่มีผู้เข้าร่วมกว่า 100,000 คนรวมตัวกันที่ Union Square เพื่อฟังการปราศรัยและชมการแสดงจากศิลปินมากมาย นอกจากนี้ ศิลปินระดับตำนานอย่าง Pete Seeger ยังได้ล่องเรือ Clearwater มุ่งสู่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อผลักดันการปกป้องแม่น้ำและสิ่งแวดล้อมด้วยเสียงเพลง
ดนตรีร็อกและโฟล์กในยุคนั้นทำหน้าที่เป็นเสมือน "เพลงประกอบ" (Soundtrack of the Movement) ให้กับการเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อม ศิลปินได้ใช้บทเพลงเป็นเครื่องขยายเสียงเพื่อสะท้อนภาพการทำลายล้างธรรมชาติและกระตุ้นเตือนสังคม เพลงที่เป็นหมุดหมายสำคัญ ได้แก่ "Big Yellow Taxi" ของ Joni Mitchell (1970) ที่มีท่อนฮิตเสียดสีสังคมว่า "They paved paradise and put up a parking lot" ซึ่งกลายเป็นเพลงสดุดีธรรมชาติที่โด่งดังที่สุดเพลงหนึ่ง รวมถึงเพลง "After the Gold Rush" ของ Neil Young (1970) ที่พูดถึงความสิ้นหวังจากการทำลายล้างสิ่งแวดล้อมของมนุษย์ และ "Mercy Mercy Me (The Ecology)" ของ Marvin Gaye (1971) ที่พูดถึงท้องฟ้าที่ปนเปื้อนควันพิษและมหาสมุทรที่เปื้อนน้ำมัน
บทเพลงร็อกและโซลเหล่านี้มีส่วนสำคัญในการเปลี่ยนทัศนคติของมวลชน และทำให้การตื่นรู้ด้านสิ่งแวดล้อมสามารถเข้าถึงผู้คนได้ในวงกว้าง
ความเชื่อมโยงที่แนบแน่นระหว่าง Earth Day กับคอนเสิร์ต คือการผสานรวมเอา "ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม" เข้ากับ "วัฒนธรรมดนตรี" ได้อย่างทรงพลัง คอนเสิร์ตไม่เพียงแต่ทำหน้าที่ดึงดูดผู้คนให้มารวมตัวกันเพื่อสร้างแรงกระเพื่อมทางการเมือง
แต่ยังเป็นพื้นที่สำหรับให้ความรู้ เป็นเวทีระดมทุน และเป็นกระบอกเสียงให้กับการรณรงค์เชิงนโยบาย ศิลปินร็อกและป็อปได้เปลี่ยนสถานะตนเองจากเอนเตอร์เทนเนอร์มาเป็น "นักขับเคลื่อน" (The Activists) เสียงดนตรีได้ช่วยเปลี่ยนความตึงเครียดของการประท้วงให้กลายเป็นพลังบวกทางวัฒนธรรม ส่งผลให้แคมเปญด้านสิ่งแวดล้อมกลายเป็นกระแสหลักที่คนทุกเพศทุกวัยสามารถมีส่วนร่วมได้ ซึ่งสิ่งนี้ได้กลายมาเป็นรากฐานสำคัญให้กับมหกรรมคอนเสิร์ตเพื่อสิ่งแวดล้อมในยุคต่อมา
ช่วงเวลาที่คอนเสิร์ต Earth Day ได้รับความนิยมและทรงอิทธิพลสูงสุดอยู่ในช่วงทศวรรษ 1990 จนถึงปลายทศวรรษ 2000 จุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่คือ Earth Day ปี 1990 ซึ่งครบรอบ 20 ปีของการก่อตั้ง งานในปีนี้ได้ยกระดับจากการประท้วงระดับชาติสู่มหกรรมระดับโลก โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 200 ล้านคนใน 141 ประเทศ ไฮไลต์ที่สร้างประวัติศาสตร์คือคอนเสิร์ตใหญ่ที่ Central Park ในนิวยอร์ก ซึ่งมีผู้เข้าชมมากถึง 750,000 คน ทำให้คนทั่วโลกเริ่มรับรู้ถึงพลังของ "คอนเสิร์ต Earth Day" อย่างเป็นทางการ
ต่อมาเมื่อเข้าสู่ยุค 2000 ประเด็น "ภาวะโลกร้อน" กลายเป็นวิกฤตที่ทั่วโลกจับตา การใช้พลังดนตรีจึงถูกขยายสเกลให้ยิ่งใหญ่กว่าเดิม และจุดสูงสุดของยุคทองนี้คือคอนเสิร์ต Live Earth ในปี 2007 ริเริ่มโดยอดีตรองประธานาธิบดี Al Gore (อัล กอร์) คอนเสิร์ตนี้ถูกจัดขึ้นพร้อมกันใน 7 ทวีปทั่วโลก (รวมถึงสถานีวิจัยในแอนตาร์กติกา) มีศิลปินกว่า 150 วงเข้าร่วม เช่น Madonna, Bon Jovi, Beastie Boys และ Linkin Park ด้วยยอดผู้ชมการถ่ายทอดสดสูงถึง 2 พันล้านคนทั่วโลก
เหตุการณ์นี้จึงถือเป็นสถิติสูงสุดและเป็นจุดพีกที่สุดของประวัติศาสตร์ดนตรีที่ผสานรวมเข้ากับการกอบกู้สิ่งแวดล้อม
แม้ในปัจจุบัน รูปแบบของการรณรงค์จะถูกปรับเปลี่ยนไปสู่เทศกาลดนตรียุคใหม่ควบคู่กับการใช้โซเชียลมีเดีย เช่น งาน Global Citizen Earth Day แต่มรดกที่ทิ้งไว้ตั้งแต่การรวมตัวกันประท้วงในปี 1970 จนถึงยุคคอนเสิร์ตสเกลยักษ์ ได้พิสูจน์แล้วว่าพลังมวลชนมีอยู่จริง
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น โลกของวันนี้สอนเราว่า การรับรู้จากการชมคอนเสิร์ตหรือการฟังเพลงร็อกที่ปลุกใจเพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพออีกต่อไป
โลกต้องการการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในระดับโครงสร้างและการลงมือทำอย่างเป็นรูปธรรมในทุกๆ วัน วันนี้ เสียงดนตรีจะยังคงเป็น "เครื่องเตือนใจ" ชั้นดี ที่คอยส่งเสียงสะท้อนให้พวกเราทุกคนตระหนักว่า การรักษ์โลกไม่ใช่เพียงแค่กระแสชั่วคราว แต่คือหนทางเดียวที่เราจะรักษาบ้านหลังนี้ไว้ได้
ที่มา : ebsco earthreminder cbsnews encyclopedia nyhistory
ข่าวที่เกี่ยวข้อง