
SHORT CUT
ผลการวิจัยจากนอร์เวย์เผย 'ไมโครพลาสติก' อาจส่งผลทำให้มหาสมุทรดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากชั้นบรรยากาศได้น้อยลง เสี่ยงกระทบระบบภูมิอากาศโลก
มหาสมุทรปกป้องสิ่งมีชีวิตบนโลกอย่างเงียบ ๆ ด้วยการดูดซับความร้อนจากชั้นบรรยากาศ กักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมหาศาล และผลิตออกซิเจนส่วนใหญ่ที่มนุษย์ใช้หายใจ ผ่านสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กมากจนไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า อย่าง ไฟโตแพลงก์ตอน หรือแพลงก์ตอนพืช
แพลงก์ตอนพืชถือเป็นผู้รับผิดชอบกระบวนการสังเคราะห์แสงเกือบครึ่งหนึ่งของโลก โดยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ ใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ และช่วยกักเก็บคาร์บอนลงสู่ชั้นน้ำลึกในมหาสมุทรผ่านกระบวนการที่เรียกว่าการกักเก็บคาร์บอน
อย่างไรก็ตาม ผลการวิจัยของทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนอร์เวย์ (NTNU) ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Ecosystem Services ระบุว่า ไมโครพลาสติกที่แพร่กระจายอยู่ทั่วระบบนิเวศของมหาสมุทร อาจกำลังส่งผลกระทบต่อความสามารถของมหาสมุทรในการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์จากชั้นบรรยากาศ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการควบคุมสภาพภูมิอากาศของโลก
ฟรานเชสกา เวโรเนส นักวิจัยจากภาควิชาพลังงานและวิศวกรรมกระบวนการของ NTNU กล่าวว่า มหาสมุทรมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มนุษย์ปล่อยสู่บรรยากาศประมาณ 25 - 30% ต่อปีและแพลงก์ตอนพืชเป็นองค์ประกอบหลักของกระบวนการนี้ หากไมโครพลาสติกส่งผลต่อแพลงก์ตอน ผลกระทบก็อาจลุกลามไปถึงระบบภูมิอากาศโลกได้
งานวิจัยพบว่า ไมโครพลาสติกสามารถรบกวนการเติบโตของแพลงก์ตอนพืชได้หลายรูปแบบ ทั้งจากสารเคมีที่เป็นพิษ สร้างความเสียหายให้กับเซลล์โดยตรง หรือก่อให้เกิดภาวะเครียดจากปฏิกิริยาออกซิเดชันที่ส่งผลต่อการทำงานของเซลล์
นอกจากนี้ อนุภาคพลาสติกยังสามารถบดบังแสงแดดที่ส่องผ่านลงไปในชั้นน้ำ ทำให้แพลงก์ตอนพืชที่ต้องพึ่งพาแสงแดดในการสังเคราะห์แสง ได้รับแสงน้อยลง ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการสังเคราะห์แสงและการเจริญเติบโตลดลง
นักวิจัยรวบรวมข้อมูลจากผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ 51 ฉบับ และคัดเลือก 21 ฉบับที่มีคุณภาพเพียงพอสำหรับการวิเคราะห์ ครอบคลุมแพลงก์ตอนพืช 20 ชนิด จากนั้นนำข้อมูลมาสร้างแบบจำลองผลกระทบในมหาสมุทร 5 เขตภูมิอากาศหลัก ได้แก่ เขตขั้วโลก เขตละติจูดกลางที่มีสภาพอากาศรุนแรง เขตอบอุ่น เขตแห้งแล้ง และเขตร้อน
ผลการศึกษาพบว่า พื้นที่เขตร้อนและเขตแห้งแล้งมีความเสี่ยงสูงสุด เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีทั้งปริมาณไมโครพลาสติกสะสมสูงและมีบทบาทสำคัญในการดูดซับคาร์บอน
ในพื้นที่ดังกล่าว ไมโครพลาสติกอาจทำให้ความสามารถในการดูดซับคาร์บอนลดลงราว 25,000-48,000 ตันต่อปี ขณะที่ในระดับโลก นักวิจัยประเมินว่าในปี 2020 เพียงปีเดียว ไมโครพลาสติกทำให้มหาสมุทรสูญเสียศักยภาพในการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไปถึงประมาณ 75,000 ตัน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 5.5 ล้านดอลลาร์ (180 ล้านบาท) ต่อปี
พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ มหาสมุทรแปซิฟิกเหนือ ทะเลอาหรับ และอ่าวเบงกอล ซึ่งเป็นบริเวณที่มีทั้งความหนาแน่นของไมโครพลาสติกสูง และมีประชากรแพลงก์ตอนพืชจำนวนมาก
แม้นักวิจัยจะระบุว่าปริมาณคาร์บอนที่สูญเสียไปในปัจจุบันยังถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับศักยภาพการดูดซับคาร์บอนทั้งหมดของมหาสมุทร แต่แนวโน้มยังคงน่าเป็นกังวล เนื่องจากปริมาณไมโครพลาสติกในทะเลยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก
ไมโครพลาสติกสามารถคงอยู่ในระบบนิเวศทางทะเลได้นานหลายร้อยปีหรือถึง 1,300 ปี ทำให้ผลกระทบที่เกิดขึ้นในแต่ละปีอาจสะสม และขยายตัวเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมระยะยาวเมื่อเวลาผ่านไป
ทีมนักวิจัยทิ้งท้ายว่า การศึกษาครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่มีการประเมินผลกระทบของพลาสติกต่อการดูดซับคาร์บอนของมหาสมุทรในระดับโลก และนำผลลัพธ์ดังกล่าวมาวิเคราะห์ร่วมกับการประเมินผลกระทบตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Assessment) เพื่อสะท้อนต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมที่แท้จริงของมลพิษพลาสติก
ผลการศึกษายังย้ำเตือนให้ผู้คนตระหนักว่า การปกป้องมหาสมุทรหมายถึงการปกป้องระบบนิเวศที่คอยสนับสนุนการอยู่รอดของมนุษย์อย่างเงียบ ๆ ในทุก ๆ วัน ผ่านการผลิตออกซิเจน การควบคุมสภาพภูมิอากาศ และการดูดซับคาร์บอนด้วย
ที่มา: The Brighter Side of News