สระบุรีอยู่ไม่ไหว เมื่อแหล่งน้ำยังเน่าเสียส่งกลิ่นเหม็นรุนแรง

สระบุรีอยู่ไม่ไหว เมื่อแหล่งน้ำยังเน่าเสียส่งกลิ่นเหม็นรุนแรง

วิกฤตน้ำเสียในจังหวัดสระบุรีที่เรื้อรังมานานกว่า 28 ปี ยังไร้ทางออก ท่ามกลางเสียงร้องเรียนว่ารัฐแก้ปัญหาไม่ตรงจุด เช่น การโยน EM Ball ลงในลำคลอง

SHORT CUT

  • ชาวสระบุรีเดือดร้อนจากปัญหาน้ำเน่าเสียในแหล่งน้ำสำคัญหลายแห่ง ซึ่งส่งกลิ่นเหม็นรุนแรงและปนเปื้อนโลหะหนัก โดยมีสาเหตุมาจากการลักลอบปล่อยน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม
  • มลพิษในแหล่งน้ำส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนโดยตรง เนื่องจากน้ำบางส่วนถูกนำไปผลิตเป็นน้ำประปา ทำให้เสี่ยงต่อการบริโภคน้ำที่ปนเปื้อนสารเคมีอันตราย
  • การแก้ปัญหาของภาครัฐที่ผ่านมาถูกมองว่าเป็นการแก้ที่ปลายเหตุและไม่ยั่งยืน จึงมีข้อเสนอให้บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังเพื่อหาตัวผู้ก่อมลพิษและฟื้นฟูแหล่งน้ำในระยะยาว

วิกฤตน้ำเสียในจังหวัดสระบุรีที่เรื้อรังมานานกว่า 28 ปี ยังไร้ทางออก ท่ามกลางเสียงร้องเรียนว่ารัฐแก้ปัญหาไม่ตรงจุด เช่น การโยน EM Ball ลงในลำคลอง

เพจสระบุรีโซเชียล เผยแพร่ข้อมูลความเดือดร้อนของชาวบ้านจังหวัดสระบุรี ที่ต้องเผชิญกับวิกฤตน้ำเน่าเสียจนมีสีดำและส่งกลิ่นเหม็น โดยเฉพาะแหล่งน้ำสำคัญทั้ง ห้วยตะเข้ คลองเกด และคลองหนองน้ำเขียว ยิ่งเวลาฝนตกหนักจนระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นก็ยิ่งมีกลิ่นเหม็นรุนแรง โดยต้นตอถูกชี้ไปที่การลักลอบปล่อยน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม

พบปนเปื้อนสารเคมีอันตราย

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา กรมควบคุมมลพิษได้เผยแพร่รายงานการตรวจสอบแหล่งน้ำทั้ง 3 แห่ง พบว่าหลายพื้นที่มีการปนเปื้อนโลหะหนักเกินค่ามาตรฐาน ได้แก่ ตะกั่ว ทองแดง ปรอท นิกเกิล สารหนู แคดเมียม และสังกะสี โดยเฉพาะบริเวณกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งพบโลหะหนักหลายชนิดเกินมาตรฐานในระดับสูง

สระบุรีอยู่ไม่ไหว เมื่อแหล่งน้ำยังเน่าเสียส่งกลิ่นเหม็นรุนแรง

นอกจากจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชากรสัตว์ สารพิษที่พบหลายชนิดยังส่งผลต่อสุขภาพของผู้คน ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อตับ ไต และระบบประสาท รวมถึงการสูดดมกลิ่นฉุนเป็นเวลานานจนเกิดอาการเวียนศีรษะและทางเดินหายใจอักเสบ ที่สำคัญคือน้ำบางส่วนต้องถูกนำไปผลิตเป็นน้ำประปาส่งต่อไปยังครัวเรือน ทำให้ชาวบ้านต้องเสี่ยงกับการใช้น้ำปนเปื้อนสารพิษด้วย

มองรัฐใช้มาตรการแก้ปัญหาไม่ตรงจุด

แม้หน่วยงานรัฐจะเริ่มขยับตัวด้วยการลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำและสั่งปิดโรงงานบางแห่งชั่วคราว แต่ผู้เชี่ยวชาญและชาวบ้านกลับมองว่ามาตรการที่ผ่านมายังเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและไม่ตรงจุด

เช่น การโยน EM Ball ลงในลำคลอง ซึ่งผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าเป็นการใช้จุลินทรีย์ที่เหมาะสำหรับบำบัดน้ำเสียจากอินทรียวัตถุ แต่ไม่สามารถจัดการกับสารพิษอุตสาหกรรม โลหะหนัก หรือสารอินทรีย์ระเหยง่าย ที่ตรวจพบในครั้งนี้ได้

นอกจากนี้ คำสั่งหยุดประกอบกิจการตามมาตรา 39 พรบ.โรงงาน มักเป็นเพียงการปิดปรับปรุงชั่วคราว ซึ่งเมื่อเรื่องเงียบหายไป โรงงานมักกลับมาเปิดใหม่และเกิดปัญหาเดิมซ้ำซากอยู่ดี

สระบุรีอยู่ไม่ไหว เมื่อแหล่งน้ำยังเน่าเสียส่งกลิ่นเหม็นรุนแรง

โดยข้อแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนประกอบด้วย

1. รัฐต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและโปร่งใส โดยการเปิดเผยข้อมูลการระบายมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม (กฎหมาย PRTR) เพื่อให้ประชาชนร่วมตรวจสอบได้

2. ต้องมีการบูรณาการตรวจสอบเชิงลึกระหว่างหน่วยงาน โดยตรวจวัด ‘ลายนิ้วมือทางเคมี’ ทุกบ่อในโรงงานต้องสงสัยเพื่อมัดตัวผู้ก่อมลพิษให้ดิ้นไม่หลุดในชั้นศาล

3. คือการฟื้นฟูระบบนิเวศและตะกอนดินที่ปนเปื้อนสะสมมานาน รวมถึงการกำหนดแนวกันชน (Buffer Zone) ระหว่างเขตอุตสาหกรรมกับแหล่งน้ำประปา เพื่อสร้างหลักประกันความปลอดภัยให้ประชาชนในระยะยาว

ทั้งนี้ หลายฝ่ายมองว่า หากรัฐยังไม่กล้าชี้ตัวผู้ก่อมลพิษอย่างตรงไปตรงมา วงจรน้ำดำนี้ก็จะยังคงเป็นความทุกข์ที่ส่งต่อไปถึงรุ่นลูกหลานชาวสระบุรีอย่างไม่มีที่สิ้นสุด