ถอดรหัส DNA ปลาหมอคางดำ วิจัยชี้ 'ไม่ได้มาจากแหล่งเดียว'

ถอดรหัส DNA ปลาหมอคางดำ วิจัยชี้ 'ไม่ได้มาจากแหล่งเดียว'

เปิด 3 ข้อสันนิษฐาน ต้นตอการระบาดของปลาหมอคางดำในประเทศไทย พบ 19 รูปแบบพันธุกรรม เชื่อมโยงแหล่งกำเนิดหลายประเทศ

SHORT CUT

  • ผลการวิเคราะห์ DNA ชี้ว่าปลาหมอคางดำที่ระบาดในไทยมีความหลากหลายทางพันธุกรรมสูง และไม่ได้มาจากแหล่งกำเนิดหรือการนำเข้าเพียงครั้งเดียว
  • งานวิจัยพบรูปแบบพันธุกรรม (Haplotype) ที่แตกต่างกันถึง 19 รูปแบบ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับปลาใน 4 ประเทศของแอฟริกาตะวันตก คือ กานา, โกตดิวัวร์, โตโก และเบนิน
  • มีการตั้งข้อสันนิษฐานเส้นทางการเข้ามาของปลาหมอคางดำไว้ 3 เส้นทางหลัก ได้แก่ การนำเข้าเพื่อการวิจัย, ธุรกิจส่งออกปลาสวยงาม และการลักลอบนำเข้า

เปิด 3 ข้อสันนิษฐาน ต้นตอการระบาดของปลาหมอคางดำในประเทศไทย พบ 19 รูปแบบพันธุกรรม เชื่อมโยงแหล่งกำเนิดหลายประเทศ

จากวิกฤตการระบาดของปลาหมอคางดำในประเทศไทยที่ยืดเยื้อมานาน หนึ่งในคำถามสำคัญที่ยังคงมีการโต้แย้งกันมาโดยตลอดคือ 'แหล่งที่มาของปลาชนิดนี้' ว่าถูกนำเข้าสู่ระบบนิเวศของประเทศไทยได้อย่างไรและมีต้นทางมาจากที่ใด ขณะที่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์และการวิเคราะห์รหัสพันธุกรรม (DNA) ชี้ชัดว่า ปลาหมอคางดำที่แพร่ระบาดในไทยไม่ได้มาจากแหล่งกำเนิดเดียว แต่มีความเป็นไปได้สูงว่ามาจากหลายแหล่ง หรือเกิดจากการนำเข้ามามากกว่า 1 ครั้ง

ถอดรหัส DNA ปลาหมอคางดำ วิจัยชี้ 'ไม่ได้มาจากแหล่งเดียว'

ถอดรหัส DNA พบ 19 Haplotypes เชื่อมโยงหลายประเทศในแอฟริกา

โดยงานวิจัยล่าสุดโดยคณะนักวิจัยจากสถาบันทรัพยากรทางน้ำ และคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งศึกษาตัวอย่างปลาหมอคางดำ 466 ตัวอย่าง จาก 20 พื้นที่ใน 14 จังหวัดทั่วประเทศ พบว่าปลาหมอคางดำในประเทศไทย มีรูปแบบพันธุกรรม (Haplotype) ที่แตกต่างกันถึง 19 รูปแบบ (Hap_1 ถึง Hap_19) และมีถึง 13 รูปแบบที่เป็น Haplotype เฉพาะถิ่น ซึ่งพบจำกัดเฉพาะบางลุ่มน้ำเท่านั้น

ทั้งนี้ เมื่อนำรหัสพันธุกรรม 19 รูปแบบของปลาหมอคางดำในไทย ไปเปรียบเทียบกับประชากรปลาหมอคางดำตามธรรมชาติในทวีปแอฟริกาตะวันตก ก็พบความเชื่อมโยงโดยตรงกับสายพันธุ์ที่อยู่ใน 4 ประเทศ คือ กานา, โกตดิวัวร์, โตโก และเบนิน

ถอดรหัส DNA ปลาหมอคางดำ วิจัยชี้ 'ไม่ได้มาจากแหล่งเดียว'

จากข้อมูลและหลักฐานที่ปรากฏ สามารถสรุปข้อสันนิษฐานเส้นทางการเข้ามาของปลาหมอคางดำในประเทศไทยออกเป็น 3 เส้นทางหลัก คือ

1. การนำเข้าเพื่อการวิจัยอย่างเป็นทางการ เกิดขึ้นในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2553 โดยบริษัทเอกชน (CPF) ที่ขออนุญาตนำเข้าลูกปลาหมอคางดำจำนวน 2,000 ตัว จากประเทศกานา มายังฟาร์มยี่สาร อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ทำให้ถูกตั้งข้อส่งสัยว่าเป็นสาเหตตุหลักของการแพร่ระบาด แต่ทางบริษัทได้ชี้แจงว่า ปลาเหล่านั้นมีสภาพอ่อนแอ ก่อนจะทยอยตายจนต้องยุติการวิจัย และถูกทำลายทิ้งทั้งหมดในปี 2554 โดยใช้การแช่ฟอร์มาลีน 

2. ธุรกิจส่งออกปลาสวยงาม เกิดขึ้นในช่วง พ.ศ. 2556 – 2559 จากการพบข้อมูลในระบบกรมประมง ระบุการส่งออกปลาสวยงามมีชีวิตที่มีชื่อสามัญ Blackchin tilapia และชื่อวิทยาศาสตร์ Sarotherodon melanotheron รวมกว่า 320,000 ตัว ไปยัง 17 ประเทศทั่วโลก โดยผู้ส่งออก 11 ราย ต่อมากรมประมงและผู้ส่งออกระบุว่า เกิดจากการกรอกชื่อวิทยาศาสตร์ในเอกสารส่งออกผิดพลาด แต่ตัวปลาที่ส่งออกจริงเป็นปลาชนิดอื่น เช่น ปลาหมอมาลาวี หรือปลาหลังเขียว

ถอดรหัส DNA ปลาหมอคางดำ วิจัยชี้ 'ไม่ได้มาจากแหล่งเดียว'

3. การลักลอบนำเข้าเพื่อตลาดปลาสวยงาม คาดว่าเกิดขึ้นต่อเนื่องหลายปีโดยไม่มีการระบุช่วงเวลาชัดเจน เนื่องจากความต้องการสัตว์น้ำแปลกใหม่ในตลาดปลาสวยงาม ทำให้มีผู้เพาะเลี้ยงรายย่อยลักลอบนำเข้าปลาหมอคางดำและสัตว์น้ำต่างถิ่นจากหลายประเทศในแอฟริกาตะวันตกเข้ามาโดยไม่ได้ขออนุมัติจากภาครัฐ
บทสรุปสำคัญ

แม้จะยังไม่สามารถสรุปได้อย่างชัดเจน แต่หลักฐานทางพันธุกรรมครั้งนี้ เปรียบเสมือนกุญแจสำคัญที่บ่งชี้ว่า วิกฤตปลาหมอคางดำในประเทศไทย อาจไม่ได้มี 'ต้นตอจากคำตอบเดียว' แต่เกิดจากเส้นทางที่ซับซ้อนและอาจมีการนำเข้ามากกว่าหนึ่งครั้ง ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องเร่งอุดช่องโหว่ทางกฎหมายและการกำกับดูแลสัตว์น้ำต่างถิ่น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภัยคุกคามทางชีวภาพซ้ำรอยในอนาคต