เจาะผลวิจัย DNA ปลาหมอคางดำ พบ 19 รูปแบบพันธุกรรมทั่วประเทศ

เจาะผลวิจัย DNA ปลาหมอคางดำ พบ 19 รูปแบบพันธุกรรมทั่วประเทศ

แม้พื้นที่ติดกัน แต่ปลาหมอคางดำที่พบกลับไม่ใช่สายพันธุ์เดียวกัน นี่คือหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่อาจบ่งชี้ได้ว่า ปลาหมอคางดำในประเทศไทย ไม่ได้ระบาดมาจากแหล่งเดียว

SHORT CUT

  • ผลการวิจัย DNA ปลาหมอคางดำจาก 14 จังหวัดทั่วประเทศ พบรูปแบบพันธุกรรมที่แตกต่างกันมากถึง 19 รูปแบบ
  • ความหลากหลายทางพันธุกรรมบ่งชี้ว่าการระบาดของปลาหมอคางดำในไทยมาจากหลายแหล่งต้นทาง และเกิดจากการนำเข้ามากกว่าหนึ่งครั้ง
  • การกระจายตัวของรูปแบบพันธุกรรมในแต่ละพื้นที่เป็นหลักฐานยืนยันว่ามนุษย์เป็นปัจจัยสำคัญในการเคลื่อนย้ายและทำให้ปลาแพร่กระจายข้ามภูมิภาค

แม้พื้นที่ติดกัน แต่ปลาหมอคางดำที่พบกลับไม่ใช่สายพันธุ์เดียวกัน นี่คือหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่อาจบ่งชี้ได้ว่า ปลาหมอคางดำในประเทศไทย ไม่ได้ระบาดมาจากแหล่งเดียว

ปลาหมอคางดำมาจากไหน? เป็นคำถามสำคัญที่กำลังได้รับความชัดเจนเพิ่มขึ้นจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และนิติวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม หลังผลการศึกษารหัสพันธุกรรมบ่งชี้ว่า ปลาหมอคางดำที่แพร่กระจายอยู่ในปัจจุบันไม่ได้มาจากแหล่งกำเนิดเพียงแหล่งเดียว และไม่ได้เกิดจากการหลุดรอดเพียงครั้งเดียวแล้วขยายพันธุ์ไปทั่วประเทศ

โดยคณะนักวิจัยจากสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ และคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ทำการสกัดและวิเคราะห์ DNA จากตัวอย่างปลาหมอคางดำจำนวน 466 ตัวอย่าง ใน 20 พื้นที่ ครอบคลุม 14 จังหวัดทั่วประเทศ พบรูปแบบพันธุกรรม หรือ แฮปโพลไทป์ (Haplotype) ที่แตกต่างกันมากถึง 19 รูปแบบ โดยจัดกลุ่มจำแนกตั้งแต่ Hap_1 ถึง Hap_19

เมื่อนำรูปแบบพันธุกรรมทั้งหมดมาวิเคราะห์เปรียบเทียบเชิงพื้นที่และโครงสร้างประชากร ได้เผยให้เห็นความเชื่อมโยงและความแตกต่างทางพันธุกรรมในแต่ละภูมิภาคของไทยอย่างมีนัยสำคัญ:

เจาะผลวิจัย DNA ปลาหมอคางดำ พบ 19 รูปแบบพันธุกรรมทั่วประเทศ

1. สมุทรสงคราม พบสายพันธุ์ Hap_1 หนาแน่นที่สุด

จังหวัดสมุทรสงครามซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีรายงานการระบาดหนาแน่นในยุคแรก ตรวจพบรูปแบบพันธุกรรม Hap_1 เป็นสายพันธุ์หลัก ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 49.79 ของประชากรตัวอย่างทั้งหมดในประเทศ

2. เพชรบุรี ตรวจไม่พบ Hap_1 แม้มีสายน้ำเชื่อมต่อกัน

แม้จังหวัดเพชรบุรีจะมีพื้นที่อยู่ติดกับจังหวัดสมุทรสงครามและมีระบบทางน้ำธรรมชาติเชื่อมถึงกันอย่างใกล้ชิด แต่ผลการสกัด DNA กลับตรวจไม่พบสายพันธุ์ Hap_1 ในพื้นที่เพชรบุรีเลย ความแตกต่างทางพันธุกรรมนี้เป็นหลักฐานสำคัญที่ชี้ว่า ปลาหมอคางดำในเพชรบุรีไม่ได้ว่ายน้ำข้ามสายพันธุ์มาจากสมุทรสงคราม แต่มีประชากรตั้งต้นมาจากแหล่งอื่น

3. ภาคตะวันออก พบกลุ่มพันธุกรรมเอกลักษณ์เฉพาะพื้นที่

ในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยเฉพาะจังหวัดระยอง งานวิจัยพบประชากรปลาหมอคางดำที่มีโครงสร้างพันธุกรรมเอกลักษณ์เฉพาะกลุ่มแบ่งแยกออกจากกลุ่มภาคกลางอย่างชัดเจน ร่วมกับการพบสายพันธุ์ Hap_1 ซึ่งสะท้อนถึงการตั้งประชากรที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น

4. ภาคใต้ตอนล่าง พบ Hap_1 บ่งชี้มนุษย์เป็นตัวการเคลื่อนย้าย

การตรวจพบสายพันธุ์ Hap_1 ในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ซึ่งเป็นรูปแบบพันธุกรรมเดียวกับที่พบในภาคกลางและภาคตะวันออก กลายเป็นหลักฐานชี้ชัดทางระบาดวิทยา เนื่องจากพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างไม่มีระบบทางน้ำธรรมชาติเชื่อมต่อกับภาคกลางหรือภาคตะวันออก ปลาจึงไม่สามารถว่ายน้ำข้ามภูมิภาคไปเองได้ บ่งชี้ว่าเกิดการแพร่ระบาดโดยมีมนุษย์เป็นสื่อกลาง ผ่านการจับ ขนย้าย หรือนำไปปล่อยข้ามพื้นที่

5. พื้นที่ปิดและบ่อเลี้ยง พบ 13 แฮปโพลไทป์เฉพาะถิ่น

นอกเหนือจากสายพันธุ์หลักแล้ว ในพื้นที่ลุ่มน้ำปิดและระบบบ่อเลี้ยงจำกัด ยังตรวจพบแฮปโพลไทป์เฉพาะถิ่น (Private Haplotypes) อีกรวม 13 รูปแบบ เช่น Hap_2, Hap_4 และ Hap_7 ซึ่งเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลพันธุกรรมประชากรปลาธรรมชาติในทวีปแอฟริกา พบความเชื่อมโยงกับสายพันธุ์ดั้งเดิมในหลายประเทศของแอฟริกาตะวันตก ได้แก่ กานา โกตดิวัวร์ โตโก และเบนิน

ข้อมูลทางพันธุกรรมทั้งหมดจึงเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่บ่งชี้ว่า การระบาดของปลาหมอคางดำในประเทศไทยมาจากหลายแหล่งต้นทาง และอาจเกิดจากการนำเข้ามากกว่าหนึ่งครั้ง (Multiple Introductions) ควบคู่ไปกับการเคลื่อนย้ายโดยฝีมือมนุษย์ภายในประเทศ