
พามาดูโมเดลการจัดการถ่านไฟฉายใช้แล้ว...ทิ้งที่ไหน? จึงจะดีต่อโลก ตั้งเป้าขยายจุดรับทิ้งถ่านไฟฉายใช้แล้วกว่า 1,060 จุดทั่วประเทศ
คำถามเล็ก ๆ ที่หลายคนอาจไม่เคยคิด แต่จริง ๆ แล้ว “ถ่านไฟฉาย” เป็นหนึ่งในขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องจัดการอย่างถูกวิธี เพราะหากทิ้งปะปนกับขยะทั่วไป อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
วันนี้การจัดการถ่านไฟฉายใช้แล้วเริ่มมีทางเลือกมากขึ้น เมื่อบริษัท พานาโซนิค เอเนอร์จี (ประเทศไทย) เดินหน้าผลักดันการรีไซเคิลถ่านไฟฉายตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยขยายจุดรับทิ้งถ่านไฟฉายใช้แล้วกว่า 1,060 จุดทั่วประเทศ และสามารถนำถ่านไฟฉายกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้แล้วมากกว่า 700,000 ก้อนในปี 2025
มร.อัทสึชิ อันไซ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พานาโซนิค เอเนอร์จี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า แนวทางดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิด “Produce To Reduce” ที่มุ่งผลิตสินค้าคุณภาพควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่การออกแบบถ่านไฟฉายให้มีอายุการใช้งานยาวนาน ลดการใช้สารอันตราย เช่น ตะกั่วและแคดเมียม รวมถึงการปรับใช้บรรจุภัณฑ์จากกระดาษเพื่อลดการใช้พลาสติก
อีกก้าวสำคัญคือ โรงงานของพานาโซนิค เอเนอร์จี (ประเทศไทย) ได้รับการรับรองเป็น Carbon-Neutral Factory แห่งแรกในประเทศไทยในปี 2023 สะท้อนแนวทางการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
ขณะเดียวกัน บริษัทกำลังก้าวเข้าสู่ปีสำคัญของการดำเนินธุรกิจในไทย โดย มร.ฮิเดะฟูมิ ฟูจิอิ กรรมการผู้บริหารระดับสูง พานาโซนิค เอเนอร์จี ประเทศญี่ปุ่น ระบุว่า ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในฐานการผลิตที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของบริษัท หลังจากเลือกไทยเป็นฐานการผลิตแห่งแรกนอกประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 1961 และต่อยอดการลงทุนอย่างต่อเนื่องทั้งด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมการผลิต
ปัจจุบันโรงงานในไทยสามารถผลิตถ่านไฟฉายสะสมได้มากกว่า 20,000 ล้านก้อน และส่งออกไปยังมากกว่า 40 ประเทศทั่วโลก พร้อมยกระดับบทบาทของประเทศไทยสู่การเป็น ฐานการผลิตเชิงกลยุทธ์ระดับโลกและศูนย์กลางการขายในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
ด้าน มร.ชินยา โยชิดะ ผู้อำนวยการส่วนงานขายและการตลาด สำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระบุว่า ความต้องการถ่านไฟฉายในตลาดโลกยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่และการใช้งานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในชีวิตประจำวัน
สำหรับประเทศไทย ตลาดถ่านไฟฉายมีความต้องการประมาณ 320 ล้านก้อนต่อปี และพานาโซนิคยังคงครองส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ผ่านเครือข่ายการจัดจำหน่ายที่ครอบคลุมทั้ง Traditional Trade และ Modern Trade
ในระยะต่อไป บริษัทตั้งเป้าต่อยอดโมเดลความสำเร็จจากประเทศไทยสู่ประเทศอื่นในอาเซียน พร้อมตั้งเป้าอัตราการเติบโตของยอดขายในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเฉลี่ย 5% ต่อปีจนถึงปี 2030
จากการเริ่มต้นในไทยเมื่อ 65 ปีก่อน วันนี้บทบาทของประเทศไทยจึงไม่ได้เป็นเพียงฐานการผลิตเท่านั้น แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญของธุรกิจแบตเตอรี่พานาโซนิคในระดับโลก พร้อมกับการเดินหน้าธุรกิจควบคู่การดูแลสิ่งแวดล้อมในระยะยาว