svasdssvasds

‘หนังวีแกน’ อาจไม่ได้รักษ์โลก และสร้างปัญหาขยะพลาสติก

‘หนังวีแกน’ อาจไม่ได้รักษ์โลก และสร้างปัญหาขยะพลาสติก

การที่บางแบรนด์ใช้ 'หนังวีแกน' มาทำกระเป๋า รองเท้า ไปจนถึงเบาะรถ เพื่อให้เป็นสินค้าเพื่อความยั่งยืนนั้น จริงๆ แล้วอาจไม่ได้รักษ์โลกเสมอไป เมื่อวัสดุเหล่านั้นแฝงไปด้วย 'พลาสติก'

SHORT CUT

  • หนังวีแกนส่วนใหญ่ทำจากพลาสติกประเภท PU หรือ PVC ซึ่งเมื่อเสื่อมสภาพจะปล่อยไมโครพลาสติกสู่สิ่งแวดล้อม
  • แม้แต่วัสดุจากพืชที่ใช้ทำหนังวีแกนก็มักถูกผสมด้วยเรซินพลาสติกเพื่อความทนทาน ทำให้ไม่สามารถรีไซเคิลหรือย่อยสลายได้
  • หนังวีแกนมีอายุการใช้งานสั้นและซ่อมแซมได้ยาก ทำให้ต้องถูกทิ้งเป็นขยะเร็วขึ้น ซึ่งขัดกับหลักความยั่งยืนที่แท้จริง

การที่บางแบรนด์ใช้ 'หนังวีแกน' มาทำกระเป๋า รองเท้า ไปจนถึงเบาะรถ เพื่อให้เป็นสินค้าเพื่อความยั่งยืนนั้น จริงๆ แล้วอาจไม่ได้รักษ์โลกเสมอไป เมื่อวัสดุเหล่านั้นแฝงไปด้วย 'พลาสติก'

เวลาที่เราเห็นคำว่า 'หนังวีแกน' หรือ Vegan Leather ตามร้านแบรนด์เนมหรือโชว์รูมรถหรู บางครั้งก็ทำให้รู้สึกว่านอกจากจะเป็นสินค้าที่ให้ความสำคัญด้านคุณภาพแล้วยังตระหนักถึงเรื่องของสัตว์อีกด้วย แต่ความจริงแล้วเบื้องหลังป้ายโลกสวยแบบนั้น อาจมีความซับซ้อนมากกว่าที่คิด เพราะบางครั้งมันก็เป็นแค่การแก้ปัญหาเรื่องสวัสดิภาพสัตว์ แต่ก็ไปสร้างปัญหาด้านขยะพลาสติกแทน

เพราะแม้ว่าเราจะเรียกวัสดุเหล่านั้นว่า วีแกน แต่แท้จริงแล้วมันก็คือพลาสติกประเภท หนังเทียมไวนิล เนื่องจากส่วนใหญ่พวกมันทำมาจากพลาสติกประเภท PU (Polyurethane) หรือ PVC (Polyvinyl Chloride) ซึ่งสกัดมาจากน้ำมันปิโตรเลียม

ปัญหาก็คือ เมื่อกระเป๋าหรือรองเท้าหนัง PU เริ่มแตกหรือลอก มันจะปล่อย 'ไมโครพลาสติก' ลงสู่สิ่งแวดล้อมทันที ไม่ใช่แค่นั้นแต่ยังมีพลาสติกที่ซ่อนอยู่ภายใต้พืชอีกด้วย เช่น นวัตกรรมหนังจากสับปะรด เห็ด แอปเปิล หรือกระบองเพชร ซึ่งถูกโปรโมตว่าเป็นทางเลือกที่ยั่งยืน แต่เพื่อให้มันกลายเป็นวัสดุที่ความแข็งแรงทนทานมากพอที่จะทำรองเท้าหรือเบาะรถยนต์ ผู้ผลิตก็จำเป็นต้องใช้เรซินพลาสติกหรือชั้นโพลีเอสเตอร์มาเป็นตัวยึดเกาะเพื่อให้วัสดุคงทนมากขึ้น

และผลที่ได้ก็คือวัสดุผสมที่เอาไปรีไซเคิลไม่ได้ และไม่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ เพราะมีพลาสติกผสมอยู่ด้านในนั่นเอง

นอกจากเรื่องวัสดุที่ดูเหมือนจะไม่ได้รักษ์โลกจริงๆ แล้ว อายุการใช้งานก็เป็นปัญหาสำคัญเช่นกัน เนื่องจากความยั่งยืนที่แท้จริงคือการใช้งานได้นาน หรือซ่อมแซมได้ง่ายและนำมาใช้ต่อ เพราะหนังแท้สามารถบำรุงรักษา ขัดเงา หรือซ่อมแซมให้สวยงามตามกาลเวลาได้

แต่หนังวีแกนเมื่อลอกหรือแตกแล้ว มักจะซ่อมไม่ได้ และต้องทิ้งทันที สินค้าจากพืชบางชนิดมีอายุการใช้งานสั้นเพียง 2 ปี เท่านั้น ซึ่งในเชิงเศรษฐกิจหมุนเวียน การต้องทิ้งของเร็วขึ้นก็คือการสร้างขยะเพิ่มขึ้นเช่นกัน

ข้อมูลจาก The Conversation ระบุว่าตอนนี้หน่วยงานที่กำกับดูแลด้านการแข่งขันทางการค้า และคุ้มครองผู้บริโภคอย่าง ACCC ในออสเตรเลีย เริ่มเข้ามาตรวจสอบการใช้คำว่า Sustainable หรือ Eco-friendly ที่เลื่อนลอยแล้ว ซึ่งแบรนด์ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าสินค้าของตนรักษ์โลกตลอดวงจรชีวิต ไม่ใช่แค่ตอนซื้อ

สำหรับผู้บริโภคเองนั้นก็จำเป็นต้องแยกระหว่างเรื่องจริยธรรม และความยั่งยืนออกจากกัน นั่นหมายถึง วีแกน คือการเลือกที่ไม่เบียดเบียนสัตว์ ซึ่งเป็นทางเลือกที่ดีในเชิงจริยธรรม ส่วนความยั่งยืนคือการที่สินค้านั้นส่งผลกระทบต่อโลกน้อยที่สุดตลอดอายุการใช้งาน

ท้ายที่สุดนี้อาจเรียกได้ว่า 'ความยั่งยืน' อาจไม่ได้วัดกันที่คำสวยหรูบนป้ายราคา แต่วัดกันที่ว่าของชิ้นนั้นจะอยู่กับเราได้นานแค่ไหนก่อนจะกลายเป็นขยะ กระเป๋าบางใบไม่ได้ทำมาจากหนังสัตว์ก็จริง แต่ก็พังง่ายภายใน 2 ปี ก็ถือว่าเป็นการสร้างขยะให้โลกเร็วขึ้นนั่นเอง

อ้างอิงข้อมูล : The Conversation

related