เมื่อ Fast Fashion เริ่มเน้นการซ่อมเสื้อผ้า เพื่อมัดใจ Gen Z

เมื่อ Fast Fashion เริ่มเน้นการซ่อมเสื้อผ้า เพื่อมัดใจ Gen Z

เทรนด์แฟชั่นของคนรุ่นใหม่อย่าง Gen Z เริ่มเปลี่ยนไปในทิศทางที่รักษ์โลกมากขึ้น เมื่อ Fast Fashion หลายแบรนด์ เริ่มมีโครงการให้นำชุดเก่ากลับมาซ่อมแซมแทนการซื้อใหม่

การบอกให้ลูกค้า “เย็บปะซ่อมแซมเสื้อผ้าเก่า” แทนที่จะกดสั่งซื้อตัวใหม่ อาจฟังดูเป็นกลยุทธ์ที่ขัดขวางรายได้ของธุรกิจแฟชั่น แต่ในความเป็นจริง บริการรับซ่อมผ้าและกิจกรรมเวิร์กช็อปสอนเย็บปักถักร้อยภายในร้าน กำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่แบรนด์แฟชั่นขาดไม่ได้ เพื่อดึงดูดผู้บริโภครุ่นใหม่อย่าง Gen Z ที่ต้องการประหยัดเงินในยุคภาวะเงินเฟ้อ ควบคู่ไปกับการใส่ใจเรื่องความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม

เมื่อ Fast Fashion เริ่มเน้นการซ่อมเสื้อผ้า เพื่อมัดใจ Gen Z

จากแบรนด์หรู สู่ยักษ์ใหญ่ Fast Fashion แนวคิดการยืดอายุเสื้อผ้าไม่ได้จำกัดอยู่แค่แบรนด์สายรักษ์โลกระดับตำนานอย่าง Patagonia อีกต่อไป แต่กำลังแพร่กระจายไปทั่ววงการแฟชั่นกระแสหลัก:

Levi’s: จัดหลักสูตรสอนนักเรียนมัธยมปลายซ่อมรอยขาด เปลี่ยนกระดุม และสอยชายผ้า ภายใต้โครงการ "Wear Longer" ซึ่งต่อยอดมาจากบริการซ่อมแซมและตกแต่งเสื้อผ้าที่มีในหลายร้อยสาขาทั่วโลก

Uniqlo: เพิ่มบริการดูแลหลังการขาย ทั้งการซ่อมแซมเบื้องต้น และการปักผ้าด้วยเทคนิคโบราณอย่าง "ซาชิโกะ" (Sashiko) ใน 75 สาขาทั่วโลก เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นกับลูกค้า

Zara & Primark: Zara เปิดตัวแพลตฟอร์มดิจิทัลให้ลูกค้าส่งซ่อมหรือขายต่อเสื้อผ้ามือสอง ขณะที่ Primark จัดเวิร์กช็อปสอนทักษะการดูแลผ้าฟรีไปแล้วมากกว่า 730 ครั้ง ใน 9 ประเทศ

วิกฤตขยะสิ่งทอ กับคำถามถึงผลกระทบที่แท้จริง

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันทางสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงขึ้น โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ระบุว่า ในแต่ละปีโลกเราสร้างขยะสิ่งทอในอัตราที่เทียบเท่ากับรถขยะถูกนำไปทิ้งหรือเผาทุกๆ วินาที ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากมูลนิธิ Ellen MacArthur ชี้ว่า ปริมาณการผลิตเสื้อผ้าเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวในช่วงปี 2000-2015 แต่เสื้อผ้าที่ถูกทิ้งกลับถูกนำมารีไซเคิลเป็นเสื้อตัวใหม่ไม่ถึง 1%

ขยะเสื้อผ้าในประเทศชิลี Cr. AFP

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืนอย่าง ศาสตราจารย์ Kate Fletcher จากมหาวิทยาลัย Manchester Metropolitan ตั้งข้อสังเกตว่า บริการซ่อมผ้าของแบรนด์ Fast Fashion อาจเป็นเพียงการ "ชดเชยสร้างภาพลักษณ์" เพราะต้นตอหลักของมลพิษคือการผลิตที่มากเกินความจำเป็น (Overproduction) ตราบใดที่อัตราการผลิตยังคงเติบโตขึ้นเรื่อยๆ การซ่อมผ้าในร้านก็เป็นเพียงกิจกรรมเสริมที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาระดับโครงสร้างได้

อุปสรรคทางเศรษฐศาสตร์ และการขับเคลื่อนนโยบาย

นอกจากประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว อีกหนึ่งอุปสรรคสำคัญคือเรื่อง 'ต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์' แบรนด์ใหญ่อย่าง H&M ออกมายอมรับตรงๆ ว่า การซ่อมแซมเสื้อผ้าใช้แรงงานสูงและมีต้นทุนแพงกว่าการผลิตเสื้อผ้าใหม่ชิ้นหนึ่งขึ้นมา ส่งผลให้ H&M, Primark และ ThredUp ต้องจับมือกันลงนามเรียกร้องให้รัฐบาลในอเมริกาเหนือและสหภาพยุโรป ออกนโยบายลดหย่อนภาษี เพื่อช่วยให้ธุรกิจบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเหล่านี้สามารถสร้างกำไรได้จริงในเชิงพาณิชย์

Cr.AFP

แม้ว่าจะยังมีข้อถกเถียงว่าเทรนด์การซ่อมผ้าจะช่วยรักษ์โลกได้มากน้อยแค่ไหน แต่สำหรับคนรุ่นใหม่ การนำเสื้อผ้าตัวโปรดกลับมาแก้ไขและใส่ซ้ำ ก็นับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการเปลี่ยนพฤติกรรมจากการบริโภคตามกระแสแบบใช้แล้วทิ้ง มาสู่การตระหนักรู้ถึงคุณค่าของสิ่งของในมือมากขึ้น

related