
SHORT CUT
แค่อ่านวันละนิด ก็อาจทำให้เราอายุยืนขึ้น: เมื่อการอ่านหนังสือคือการดูแลสมอง ลดความเครียด และต่ออายุชีวิตในระยะยาว
การอ่านหนังสืออาจดูเหมือนเป็นกิจกรรมที่เรียบง่ายและผ่อนคลาย แต่การศึกษาล่าสุดชี้ว่ามันมีผลลัพธ์ที่ลึกซึ้งต่อสุขภาพชีวิตของเรา งานวิจัยจำนวนมากเริ่มชี้ว่าการอ่านอย่างสม่ำเสมอสามารถช่วยให้เรามีชีวิตที่ยืนยาวขึ้นโดยไม่เกี่ยวข้องกับปัจจัยอื่นๆ อย่างระดับการศึกษา รายได้ หรือสถานะสุขภาพพื้นฐาน เพราะจริง ๆ แล้ว ผลประโยชน์ของการอ่านไม่ได้เป็นเพียงความบันเทิง แต่รวมถึงการดูแลสมองและอารมณ์อย่างพิเศษด้วย
ในการศึกษาหนึ่งที่ดำเนินการโดยนักวิจัยจาก Yale School of Public Health ติดตามการดำเนินชีวิตของผู้ใหญ่ 3,635 คนที่อายุ 50 ปีขึ้นไปเป็นเวลา 12 ปี และพบว่าคนที่อ่านหนังสือเป็นประจำมีอายุยืนกว่าเฉลี่ยถึงเกือบสองปีเมื่อเทียบกับคนที่ไม่อ่านเลย แม้ว่าจะควบคุมปัจจัยพื้นฐานหลายอย่างแล้วก็ตาม สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าการอ่าน “ตัวมันเอง” มีส่วนสำคัญต่อการยืดอายุ ไม่ใช่แค่สิ่งที่มักติดมากับคนที่เป็นนักอ่านเท่านั้น
หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่นักวิจัยชี้คือ “ผลกระทบทางสังคม-อารมณ์” ของการอ่าน การอ่านนิยายโดยเฉพาะเป็นเหมือนการฝึกซ้อมทางสังคมภายในจิตใจ เมื่อเราอ่านเรื่องราว เราจะต้องเข้าใจมุมมองของตัวละคร คาดการณ์อารมณ์ และติดตามสถานการณ์ต่าง ๆ ซึ่งช่วยให้เราได้ประสบการณ์ “เหมือนอยู่ในสถานการณ์จริง” แม้จะอยู่คนเดียวก็ตาม นี่เป็นการฝึกฝนทักษะการเข้าอกเข้าใจผู้อื่นและรักษาการเชื่อมต่อทางอารมณ์ที่เป็นหัวใจของการมีชีวิตยืนยาวและมีคุณภาพ
การอ่านยังช่วยลดความเครียดอย่างมีนัยยะสำคัญ ผู้เชี่ยวชาญที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการอ่านและอารมณ์บอกว่าการดื่มด่ำกับหนังสือสามารถพาเราเข้าสู่สภาวะ “เหมือนการทำสมาธิ” ซึ่งเป็นสภาวะที่สงบและปลอดภัยสำหรับระบบประสาท เทียบได้กับการฝึกเพิ่มสติหรือการทำจิตใจให้สงบ โดยการลดระดับความเครียดนี้เองช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของร่างกายและสมอง เพราะความเครียดเรื้อรังส่งผลให้เกิดการอักเสบ เพิ่มแรงกดดันต่อระบบภูมิคุ้มกัน และกระตุ้นการเสื่อมของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย
เมื่อพูดถึงการปกป้องสมองระยะยาว การอ่านเติมเต็มบทบาทที่สำคัญมากกว่าการลดโอกาสการเสียชีวิตเพียงอย่างเดียว การศึกษาอื่น ๆ แสดงให้เห็นว่าการมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่กระตุ้นสมอง เช่น การอ่านหนังสือหรือการเขียน อยู่ในกลุ่มกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการชะลอการเสื่อมลงของความสามารถทางความคิด แม้ในผู้ที่มีสัญญาณของโรคอัลไซเมอร์ก็ตาม สิ่งนี้หมายความว่าการอ่านไม่ได้ยับยั้งกระบวนการทางชีววิทยาที่เกี่ยวข้องกับโรคสมองเสื่อม แต่ช่วยให้สมอง “ทำงานได้ดีกว่า” แม้จะเผชิญการเปลี่ยนแปลงของอายุ
ในระดับกลไก การอ่านหนังสือจะทำให้เครือข่ายสมองหลายส่วนทำงานพร้อมกัน ทั้งพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับภาษา ความจำ ความสนใจ และจินตนาการ การทำงานพร้อมกันในระดับนี้ช่วยเพิ่ม “cognitive reserve” หรือสำรองความสามารถด้านความคิดของสมอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยให้ระบบประสาทปรับตัวได้เมื่อเผชิญกับการเสื่อมต่าง ๆ ตามวัย Cognitive reserve นี้เปรียบเสมือนการสร้างแหล่งเชื่อมต่อที่ลึกกว่าและแน่นกว่าในสมอง ทำให้การเปลี่ยนแปลงของอายุไม่ทำให้สมองเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว
นอกจากผลต่อระบบคิด ความจำ และจินตนาการแล้ว การอ่านยังช่วยฝึก “working memory” ซึ่งเป็นความสามารถในการเก็บข้อมูลในใจขณะประมวลผลสิ่งใหม่ ๆ งานวิจัยในผู้ใหญ่ที่ได้รับมอบหมายให้เลือกอ่านนิยายหรือทำปริศนาคำศัพท์เป็นเวลาแปดสัปดาห์ พบว่ากลุ่มที่อ่านมีพัฒนาการทั้งในความจำระยะสั้นและระยะยาวมากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้อ่าน สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าแม้การอ่านจะเป็นกิจกรรมที่เรียบง่าย แต่เป็นการบริหารระบบประสาทหลายส่วนอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง
ผลประโยชน์ทางอารมณ์ของการอ่านก็เด่นชัดไม่แพ้กัน การอ่านนิยายสายสัมพันธ์ช่วยเพิ่มความสามารถในการเข้าใจอารมณ์และสถานการณ์ของผู้อื่น ทำให้ผู้อ่านมีมุมมองที่ซับซ้อนกว่าและละเอียดอ่อนกว่าในความสัมพันธ์ทางสังคม งานวิจัยพบว่าการอ่านเรื่องราวของตัวละครสามารถเสริมสร้างทักษะ empathic หรือการเข้าอกเข้าใจผู้อื่น และทำให้ผู้อ่านสามารถมองโลกด้วยมุมมองที่หลากหลายยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญของการมีสุขภาวะทางจิตที่ดีในระยะยาว
นอกจากนี้แม้จะมีคำถามว่า “รูปแบบการอ่านแบบไหนให้ผลดีที่สุด?” งานวิจัยระบุว่าประโยชน์หลักมาจากการเปิดโอกาสให้สมองได้ทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือแบบดั้งเดิมหรือการฟัง audiobook สมองก็ยังคงสร้าง “แบบจำลองทางจิต” ของตัวละครและสถานการณ์ สิ่งนี้เห็นได้ว่าการอ่านไม่จำกัดอยู่เฉพาะการมองตัวหนังสือบนหน้ากระดาษ แต่เป็นการเดินทางภายในจินตนาการที่ช่วยกระตุ้นและบำรุงระบบประสาทได้เช่นกัน
สุดท้าย การสร้างนิสัยการอ่านอย่างสม่ำเสมอไม่จำเป็นต้องใช้เวลามาก เพียงจัดเวลาให้ได้วันละ 10–30 นาทีเท่านั้นก็สามารถสร้างประโยชน์ที่ยั่งยืนได้ แม้จะเริ่มตอนอายุมากแล้วก็ตาม เพราะสมองของมนุษย์ยังคงมีศักยภาพที่จะปรับตัวและเติบโตไปได้ตามประสบการณ์ใหม่ ๆ ไม่ใช่เพียงแค่แหล่งความรู้ แต่เป็นการฝึกฝนสุขภาพทั้งทางอารมณ์และระบบประสาท ซึ่งจะคงอยู่และสนับสนุนชีวิตที่ยาวนานและมีคุณภาพมากขึ้นในระยะยาว
ที่มา : nationalgeographic
ข่าวที่เกี่ยวข้อง