svasdssvasds

ทำไมเพลงป๊อป ถึงเศร้าและหดหู่ขึ้นเรื่อยๆ ในรอบ 25 ปีที่ผ่านมา ?

ทำไมเพลงป๊อป ถึงเศร้าและหดหู่ขึ้นเรื่อยๆ ในรอบ 25 ปีที่ผ่านมา ?

บางคนอาจสงสัยว่าทำไมเพลงฮิตติดชาร์ตส่วนใหญ่เป็นเพลงเศร้า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเพลงคือเสียงสะท้อนของยุคสมัย แถมผู้ฟังก็อินกับเพลงหม่นๆ มากกว่า

SHORT CUT

  • การวิเคราะห์เนื้อเพลงบนชาร์ต Billboard Hot 100 ตลอด 25 ปีพบว่า เพลงที่พูดถึงความวิตกกังวล อกหัก และสิ้นหวังเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยหลังปี 2020 เพลงโทนลบพุ่งสูงชัดเจน และ 1 ใน 4 ของเพลงฮิตปัจจุบันสะท้อนความทุกข์ใจโดยตรง
  • งานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่า ความเศร้าในเพลงไม่ได้ผูกกับเหตุการณ์ใหญ่หรือเศรษฐกิจโดยตรง แต่เกิดจาก “ความชอบของผู้ฟัง” ที่เอนเอียงไปหาอารมณ์ซับซ้อน หม่นหมอง และจริงใจมากขึ้น แม้เพลงจะเต้นได้ สนุก แต่เนื้อหากลับเศร้า (danceable but sad)
  • ระบบชาร์ตที่อิงยอดสตรีมทำให้เพลงที่ผู้ฟัง “เลือกฟังซ้ำ” มีอิทธิพลสูง ซึ่งคนรุ่นโซเชียลเผชิญความเครียด ข่าวร้าย และแรงกดดันตลอดเวลา จึงอินกับเพลงเศร้ามากกว่า สุดท้ายไม่ใช่เพลงป๊อปที่เศร้าลง แต่คือ ผู้ฟังที่เศร้าขึ้น และอุตสาหกรรมเพลงก็สะท้อนสิ่งนั้นออกมา

บางคนอาจสงสัยว่าทำไมเพลงฮิตติดชาร์ตส่วนใหญ่เป็นเพลงเศร้า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเพลงคือเสียงสะท้อนของยุคสมัย แถมผู้ฟังก็อินกับเพลงหม่นๆ มากกว่า

ถ้าพูดถึง “เพลงป๊อป” ในอดีตหลายคนอาจจะนึกถึงเพลงที่มีเนื้อหาและทำนองสดใส สนุกสนาน เรื่องราวของความรักในช่วงซัมเมอร์ การเต้นรำ และความรู้สึกดีๆ โดยเฉพาะเพลงที่ฮิตติดชาร์ตก็มักจะไม่ได้มีความแตกต่างกันมากนัก แต่รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้เพลงที่ได้รับความนิยมเป็นลำดับต้นๆ บนชาร์ตส่วนมากแล้วเป็นเพลงที่เต็มไปด้วยความอัดอั้น โศกเศร้า และหม่นหมอง

ตัวอย่างเช่น เพลง Die With a Smile ของ Lady Gaga และ Bruno Mars ที่ได้รับการยกย่องในหลายแง่มุมว่าเป็นเพลงแห่งปี 2025 ขึ้นอันดับหนึ่งในชาร์ตเพลงกว่า 30 ประเทศ และครองตำแหน่งเพลงอันดับหนึ่งประจำวันยาวนานที่สุดบนแพลตฟอร์มสตรีมมิงอย่าง Spotify แต่เสน่ห์ของเพลงก็น่าสนใจเช่นกันเพราะเพลงดูมีความโศกเศร้าซึ่งเป็นอารมณ์ที่เข้ากับยุคสมัย

การที่บอกว่าเพลงฮิตในทุกวันนี้มีความเศร้าเพิ่มมากขึ้นนั้นมีตัวเลขยืนยันชัดเจน เพราะข้อมูลล่าสุดจาก MusixMatch ซึ่งเป็นบริษัทข้อมูลเพลงได้มีการใช้ AI เข้ามาวิเคราะห์เนื้อเพลงในชาร์ต Billboard Hot 100 ตลอด 25 ปีที่ผ่านมาเพื่อติดตามธีมทางอารมณ์ของแต่ละบทเพลง และพบว่าผลลัพธ์ที่ได้นั้นก็ชวนหดหู่อยู่ไม่น้อย

ทำไมเพลงป๊อป ถึงเศร้าและหดหู่ขึ้นเรื่อยๆ ในรอบ 25 ปีที่ผ่านมา ?

โดยเพลงที่จัดอยู่ในแนว “ความวิตกกังวล” เพิ่มขึ้น 13% ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ส่วนเพลงแนว “อกหัก” เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว จาก 30% ในปี 2015 เป็น 58% ในปี 2025 และเพลงแนว “สิ้นหวัง” ก็พุ่งสูงขึ้นอย่างชัดเจนหลังปี 2020

นอกจากนี้ 1 ใน 4 ของเพลงฮิต 100 อันดับแรกในปัจจุบันก็มีเนื้อหาที่สื่อถึงความทุกข์ใจ ศิลปินอย่าง Billie Eilish และ Sam Smith กลายเป็นเสียงสะท้อนสำคัญของยุคสมัยนี้ ไม่ใช่แค่พวกเขาร้องเพลงเศร้าๆ อย่างเดียว แต่เพราะความเศร้าต่างหากที่เป็นธีมหลักในการดึงดูดใจคนฟัง

ทำไมเพลงป๊อป ถึงเศร้าและหดหู่ขึ้นเรื่อยๆ ในรอบ 25 ปีที่ผ่านมา ?

สำหรับเทรนด์เพลงเศร้านั้นไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ แต่จากงานวิจัยในวารสาร Scientific Reports ซึ่งติดตามชาร์ต Billboard ตั้งแต่ปี 1973 พบว่า ความตึงเครียดทางอารมณ์ในเนื้อเพลง เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ความรู้สึกเชิงบวกลดลง นักวิจัยเคยตั้งข้อสังเกตว่าเหตุการณ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง 9/11 หรือโควิด-19 อาจทำให้ผู้คนชอบเพลงแนวเศร้าๆ มากขึ้น แต่ผลกลับไม่เป็นเช่นนั้น แม้แต่สภาพเศรษฐกิจก็ไม่พบความเชื่อมโยงใดๆ กับการฟังเพลง แต่ดูเหมือนจะถูกขับเคลื่อนด้วยรสนิยมของผู้ฟังที่เปลี่ยนไปมากกว่า

ก่อนหน้านี้ Lior Shamir จากมหาวิทยาลัย Lawrence Technological University เคยรวบรวมเนื้อเพลงจากซิงเกิลบนชาร์ต Billboard Hot 100 จำนวน 6,150 เพลง ตั้งแต่ปี 1951 ถึง 2016 และป้อนข้อมูลเข้าสู่อัลกอริทึมที่ถูกฝึกมาให้ระบุอารมณ์และลักษณะนิสัยผ่านการใช้ภาษาเพื่อศึกษาถึงอารมณ์ของเพลงต่างๆ และพบว่า เพลงที่มีอารมณ์โกรธเพิ่มขึ้นประมาณ 2 เท่า ตลอดช่วง 65 ปี ส่วนเพลงที่มีอารมณ์กลัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 50% และเพลงที่มีอารมณ์เศร้าเริ่มคงที่จนถึงช่วงปี 80 จากนั้นพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงช่วงต้นปี 2010

ผลการวิจัยของ Lior สอดคล้องกับการศึกษาของนักคณิตศาสตร์ Natalia Komarova จาก University of California Irvine ซึ่งเธอตรวจสอบเพลงกว่า 500,000 เพลง ที่วางจำหน่ายในสหราชอาณาจักรระหว่างปี 1985 ถึง 2015 โดยใช้อัลกอริทึมวิเคราะห์คุณสมบัติทางเสียง เช่น จังหวะของเพลง พบว่า ความสามารถในการเต้น หรือ Danceability กลับเพิ่มสูงขึ้นไปพร้อมๆ กับอารมณ์เชิงลบ

ตัวอย่างเช่นเพลง Dancing on my Own ของ Robyn ที่มีจังหวะชวนให้ขยับตัวเต้นตาม แต่เนื้อเพลงกลับเล่าเรื่องความโดดเดี่ยวและแปลกแยก รวมถึงอัลบั้ม Lemonade ของ Beyoncé ที่เต็มไปด้วยเพลงโทนหม่นแต่เต้นตามได้ ซึ่งโดยรวมแล้ว Natalia มองว่าดูเหมือนว่าดนตรีป๊อปเริ่มมีความหม่นหมองมากขึ้น แม้จะยังไม่ทราบเหตุผลที่ชัดเจนแต่เธอก็คาดการณ์ว่าเรื่องนี้อาจเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงในสังคมบางอย่าง

ด้าน Mike Batt วาทยกร โปรดิวเซอร์ นักร้อง และนักแต่งเพลงระบุว่า ทุกวันนี้วิธีการบริโภคดนตรีเปลี่ยนไปมาก การสตรีมเป็นตัวกำหนดว่าเพลงไหนจะติดชาร์ต ซึ่งอาจทำให้กลุ่มผู้ฟังอายุมากที่ไม่ค่อยสตรีมเพลงและอาจมีอารมณ์หม่นหมองน้อยกว่ามีอิทธิพลลดลง

“เพลงมักจะสะท้อนสังคม ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง” Mike กล่าว พร้อมอธิบายเพิ่มว่า คนรุ่นโซเชียลมีเดียเผชิญกับความเครียดที่ถูกถ่ายทอดอย่างรุนแรงทุกวัน ความก้าวร้าวทางการเมืองหรือศาสนาอาจไม่ได้มากขึ้น แต่ถูกส่งตรงมาถึงผู้คนมากกว่าเดิม ซึ่งสะท้อนออกมาในบทเพลง

ท้ายที่สุดนี้การเปลี่ยนแปลงที่ทำให้โทนของ “เพลงฮิต” มีความเศร้ามากขึ้นนั้นส่วนสำคัญมาจากการที่ชาร์ตเพลงเหล่านี้วัดจากสิ่งที่ “ได้รับความนิยม” ไม่ใช่สิ่งที่ “ถูกผลิตออกมา” เพราะที่จริงแล้วอาจจะยังมีเพลงจังหวะสนุกสนานมีเนื้อหาสดใสถูกผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก แต่ว่าเพลงเหล่านั้นกลับไม่ได้ติดชาร์ตเพราะผู้ฟังส่วนใหญ่เลือกที่จะกดฟังผลงานที่ดูหม่นหมองมากกว่า

นั่นหมายถึงเพลงป๊อปนั้นไม่ได้เศร้ามากขึ้น แต่เป็นที่คนฟังต่างหากที่มีความเศร้าเพิ่มขึ้น และอุตสาหกรรมเพลงก็เพียงแค่ทำหน้าที่ส่งมอบสิ่งที่พวกเราโหยหา ผ่านยอดสตรีมเพลงเศร้าทีละเพลงนั่นเอง

อ้างอิงข้อมูล : Relevant Magazine และ BBC 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง 

related