ลองสวมบทเป็น 'คุกกี้' ที่วิ่งไปเรื่อยๆ เราเรียนรู้อะไรจากการได้วิ่งไปข้างหน้าโดยที่รู้ว่าไม่มีเส้นชัย

ลองสวมบทเป็น 'คุกกี้' ที่วิ่งไปเรื่อยๆ เราเรียนรู้อะไรจากการได้วิ่งไปข้างหน้าโดยที่รู้ว่าไม่มีเส้นชัย

ถอดบทเรียนชีวิตจาก Cookie Run เมื่อโลกบังคับให้เราวิ่งหน้าตั้งแบบไม่มีเส้นชัย เราจะเรียนรู้อะไรจากการเป็นคุกกี้ตัวนี้ได้บ้าง มาหาคำตอบและพักเหนื่อยไปพร้อมกัน

SHORT CUT

  • การวิ่งไปข้างหน้าโดยไม่มีเส้นชัยของ 'คุกกี้' เปรียบเสมือนชีวิตผู้ใหญ่ที่ต้องขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยความรับผิดชอบและความคาดหวังอย่างต่อเนื่อง
  • เราสามารถเรียนรู้ที่จะเก็บเกี่ยวความสุขเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน ('เยลลี่หมี') เพื่อเป็นพลังใจและแรงผลักดันให้ก้าวต่อไปได้
  • อุปสรรคและความผิดพลาดที่เจอระหว่างทาง ('การวิ่งชน') คือบทเรียนที่ทำให้เราเติบโตและเรียนรู้ที่จะลุกขึ้นสู้ใหม่ได้อย่างแข็งแกร่งขึ้น
  • การอนุญาตให้ตัวเองได้หยุดพักเพื่อฟื้นฟูพลัง ('Energy Potion') ไม่ใช่ความล้มเหลว แต่เป็นการดูแลตัวเองที่จำเป็นเพื่อให้สามารถก้าวต่อไปในระยะยาว

ถอดบทเรียนชีวิตจาก Cookie Run เมื่อโลกบังคับให้เราวิ่งหน้าตั้งแบบไม่มีเส้นชัย เราจะเรียนรู้อะไรจากการเป็นคุกกี้ตัวนี้ได้บ้าง มาหาคำตอบและพักเหนื่อยไปพร้อมกัน

ในช่วงนี้เห็นหลายคนโหลด Cookie Run มาเล่นกันเยอะจัง มองไปทางไหนก็เจอแต่เจ้าคุกกี้ตัวนี้ที่เอาแต่วิ่งหน้าตั้งตลอดเวลาแถมยังไม่มีเส้นชัยด้วย แล้วถ้าเราวิ่งไปเรื่อยๆ แบบนี้มันจะได้อะไรหรอ?

หากมองผ่านสายตาของเด็กๆ ที่เพิ่งเคยสัมผัสเกมนี้ มันคงเป็นแค่เกมวิ่งหนีเตาอบแม่มดที่สนุก ท้าทายความไวของนิ้วมือ และเต็มไปด้วยสีสัน แต่ใครจะไปคิดล่ะว่า... เมื่อกาลเวลาพัดพาให้เด็กในวันนั้นเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่เราเองก็ไม่ต่างจากคุกกี้ที่วิ่งไปข้างหน้าเรื่อยๆ แบบไม่รู้จุดหมายเช่นเดียวกัน

เรื่องราวต้นฉบับของเกมนี้ เล่าถึงคุกกี้รสขิงผู้กล้าหาญที่ลืมตาตื่นขึ้นมาในเตาอบร้อนระอุ เขาตระหนักได้ทันทีว่า หากยังนอนนิ่งๆ ต่อไป จุดจบเดียวที่รออยู่คือการถูกความร้อนแผดเผา เขาจึงรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี ลุกขึ้นสับขาสุดฝีเท้าเพื่อวิ่งหนีออกไปตามหาอิสรภาพ

ในขณะที่โลกแห่งความเป็นจริง เตาของแม่มดอาจไม่ได้มาในรูปแบบของไฟร้อนๆ แต่มาในรูปแบบของความรับผิดชอบ ความคาดหวัง และการเติบโตที่ไล่ตามหลังมาติดๆ การเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่บีบบังคับให้เรากระโดดออกจากเตียง แล้วสับขาหลบหลีกความวุ่นวายตั้งแต่ลืมตาตื่น เพราะถ้ายืนอยู่นิ่งๆ เราก็อาจถูกคลื่นของชีวิตกลืนกินเอาได้ง่ายๆ

ลองสวมบทบาทเป็นเจ้าคุกกี้ที่วิ่งไปข้างหน้าอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ที่ซ่อนความหมายของการเติบโตเป็นผู้ใหญ่เอาไว้อย่างเจ็บปวดและลึกซึ้ง ลองสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ปรับจังหวะการสับขาของคุณให้พร้อม แล้วลองวิ่งไปข้างๆ กันดูสิว่า บนถนนที่ไม่มีเส้นชัยเส้นนี้ เราจะเรียนรู้อะไรจากทิวทัศน์สองข้างทางได้บ้าง

 

ในขณะที่เราวิ่งไปเรื่อยๆ พอรู้ตัวอีกที ก็ อ้าว มันไม่เคยมีเส้นชัยเลยนี่นา

ในช่วงแรกของการวิ่ง เราอาจจะยังก้าวเท้าด้วยความกลัว พยายามมองหาเส้นชัยข้างหน้า ที่เคยถูกสอนมาตอนเด็กๆ ว่าเป้าหมายของชีวิตคืออะไร แต่เมื่อวิ่งพ้นป่าเยลลี่ เข้าสู่เมืองเวทมนตร์ เราถึงรู้ตัวว่า โลกใบนี้ไม่มีเส้นชัยตายตัวรอเราอยู่ หนังสือ The Burnout Society ระบุว่า สังคมทุนนิยมยุคใหม่บีบบังคับให้มนุษย์ต้องทำผลงานอยู่ตลอดเวลา เราถูกหล่อหลอมด้วยกรอบความคิดที่ว่า "เราทำได้" จนบังคับตัวเองให้วิ่งเร็วขึ้น นักจิตวิทยาเรียกสิ่งนี้ว่า Hedonic Treadmill (ลู่วิ่งแห่งความสุข) ที่มนุษย์มักจะวิ่งตามหาเป้าหมายใหม่ๆ เสมอ เมื่อได้สิ่งที่ต้องการแล้ว ความสุขจะพุ่งขึ้นชั่วคราวและกลับมาสู่ระดับปกติ ทำให้เราต้องวิ่ง บนลู่วิ่งนี้ต่อไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีจุดสิ้นสุด

เมื่อรู้ว่าชีวิตนี้ไม่อนุญาตให้เรากดปุ่มหยุด สิ่งแรกที่เราต้องเรียนรู้คือ 'การผ่อนคันเร่ง' ในเมื่อเราหยุดโลกที่หมุนไวขึ้นไม่ได้ เราก็ต้องรักษาสมดุลของตัวเอง ลองเลิกวิ่งหน้าตั้งเพื่อตามหาความสมบูรณ์แบบ แล้วหันมาจัดระเบียบลมหายใจ เพราะเราจะใช้ชีวิตอย่างสบายใจขึ้น เมื่อเราเลิกยึดติดว่าปลายทางมันอยู่ตรงไหน

เยลลี่หมี เชื้อเพลิงของการก้าวไปข้างหน้า

ดูสิ ข้างหน้าของเรามีเหล่าเยลลี่หมีเต็มไปหมดเลย! หากจะถามว่าเราจะบากบั่นวิ่งไปข้างหน้าทำไม คำตอบคงซ่อนอยู่ใน 'เยลลี่' ชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่หล่นเรียงรายอยู่ตามทางให้เราได้เดินตามเก็บ บาร์บารา เฟรดริกสัน นักจิตวิทยา ได้นำเสนอทฤษฎี Broaden-and-Build อธิบายว่า การสะสมอารมณ์เชิงบวกเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน จะช่วยขยายกรอบความคิดและสร้างภูมิคุ้มกันทางใจให้เรารับมือกับความยากลำบากได้ดีขึ้น

 

เมื่อเป้าหมายใหญ่ๆ ในชีวิตดูไกลเกินเอื้อม สิ่งที่หล่อเลี้ยงให้เรายังมีแรงให้เดินต่อไป คือการซึมซับความสุขเล็กๆ ตรงหน้าอย่างเต็มที่ เยลลี่เหล่านี้อาจเป็นเพียงการได้กินชาเย็นสักแก้ว ร้านข้าวประจำแถมไข่ดาวให้ หรือแค่การได้มีที่นั่งบนรถไฟฟ้าในช่วงเลิกงาน มันอาจไม่ได้เปลี่ยนชีวิตเราแบบพลิกฝ่ามือ แต่มันคือสารหล่อลื่นที่คอยกระซิบบอกเราว่า "ทางข้างหน้าอาจจะเหนื่อยหน่อยนะ แต่เยลลี่ชิ้นนี้อร่อยดีใช่ไหมล่ะ ไปต่อกันเถอะ"

 

โบนัสไทม์ การโบยบินที่หอมหวาน และการเตรียมใจร่วงหล่น

เย้ ในที่สุดก็ถึงช่วงเวลาที่หอมหวานที่สุดในชีวิต เมื่อเราวิ่งเก็บตัวอักษรจนครบคำว่า B-O-N-U-S-T-I-M-E ร่างกายของเราจะเบาหวิวและลอยละล่องขึ้นไปบนท้องฟ้า บนนั้นไม่มีหลุมดำ ไม่มีขวากหนาม มีเพียงรางวัลให้เรากอบโกย มันคือช่วงชีวิตที่เราเรียกกันว่า จุดพีกของชีวิตที่เราอดทนพยายามมาเนิ่นนาน เช่น การเรียนจบ งานแต่งงานในฝัน หรือช่วงเวลาที่เรามีความรักที่สมหวัง เป็นห้วงเวลาแห่งความสุขล้นปรี่ที่หลุดพ้นจากความกังวล

แต่ถึงอย่างนั้นสิ่งที่เราต้องเรียนรู้ไปพร้อมกันคือ โบนัสไทม์มีเวลาจำกัด ท้ายที่สุดแรงโน้มถ่วงก็จะดึงเราให้ร่วงหล่นกลับลงมาวิ่งบนพื้นดิน ชีวิตคนเราไม่ได้โบยบินอยู่บนฟ้าตลอดเวลา การเตรียมใจให้พร้อมรับมือกับการลงจอด และกลับมาเผชิญหน้ากับความเป็นจริงธรรมดาๆ ให้ได้อย่างมั่นคง จึงเป็นความสุกงอมทางอารมณ์ที่จะทำให้เราก้าวเดินต่อไปได้โดยไม่เสียศูนย์

รอยแหว่งจากการวิ่งชน

ข้างหน้ามีสิ่งกีดขวางเต็มไปหมดเลย ทำไงดีล่ะ? หลบไม่ทันซะแล้ว ไม่ว่าเราจะระวังตัวในการวิ่งแค่ไหน ก็ต้องมีบางจังหวะที่เรากะระยะพลาด เอาตัวไปกระแทกหนามจนหน้าจอกะพริบวิบวับ หรือเสียศูนย์จนร่วงหล่นลงไปในหลุมดำ ในโลกของความเป็นจริง บาดแผลจากความผิดพลาด ถูกปฏิเสธ ความสัมพันธ์ที่พังทลาย หรือการตัดสินใจที่ผิดพลาด ล้วนเจ็บปวดและบั่นทอนเราเสมอ

ตราบใดที่เรายังเลือกที่จะลุกขึ้นเริ่มใหม่อีกครั้งและเรียนรู้ในทุกความผิดพลาดในชีวิต ทฤษฎี Growth Mindset ของ แครอล ดเว็ก (Carol Dweck) บอกเราว่า ความผิดพลาดไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นกระบวนการเรียนรู้ ควบคู่ไปกับความยืดหยุ่นทางอารมณ์ ทักษะล้มแล้วลุกที่ทำให้เราเด้งตัวกลับมาได้อีกครั้ง

ทันทีที่เราวิ่งกลับมาถึงจุดเดิม ร่างกายและหัวใจจะจดจำความเจ็บปวดนั้นไว้เป็นแผนที่ เราจะรู้ว่าหลุมพรางอยู่ตรงไหน และต้องกระโดดสปริงตัวให้สูงขึ้นอย่างไร ความผิดพลาดไม่ได้แปลว่าเราล้มเหลว แต่มันคือร่องรอยของการเติบโต ที่ยืนยันว่าเรากำลังเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตอยู่อย่างเต็มกำลัง

 

Energy Potion ขวดยาฟื้นพลังใจ อนุญาตให้ตัวเองพัก 

ยิ่งวิ่งไกลเท่าไหร่ ความไวก็ยิ่งเร็วขึ้น ไม่ว่าจะวิ่งเก่งแค่ไหน สไลด์หลบหรือไม่เคยวิ่งชนสิ่งกีดขวาง แต่หลอดพลังงานของเราก็จะค่อยๆ หดสั้นลงเรื่อยๆ ตามกาลเวลา และเมื่อหลอดพลังกะพริบเตือนสีแดง สิ่งเดียวที่จะต่อลมหายใจให้คุณได้คือการกระโดดคว้า 'Energy Potion' หรือขวดยาฟื้นพลังที่ลอยอยู่ตรงหน้า ในโลกความเป็นจริง การใช้ชีวิตก็เผาผลาญพลังงานไปไม่ต่างกัน ต่อให้เราจะรับมือกับปัญหาได้ดีแค่ไหน ภาวะหมดไฟ (Burnout) และความเหนื่อยล้าก็พร้อมจะกัดกินเราได้เสมอ คริสติน เนฟฟ์ นักจิตวิทยา ระบุว่า การพยายามฝืนไปต่อทั้งที่ร่างกายและจิตใจไม่พร้อม การอนุญาตให้ตัวเองได้พัก การกดลางานไปนอนโง่ๆ ดูซีรีส์ การร้องไห้ออกมาดังๆ หรือการตัดขาดจากโลกโซเชียลเพื่อชาร์จแบตให้ตัวเอง คือกระบวนการ 'ฟื้นพลัง' ที่จำเป็น การกล้ายอมรับว่า ตอนนี้ฉันไม่ไหวแล้ว ขอแวะพักหน่อยนะ" ไม่ใช่ความขี้แพ้หรือความขี้เกียจ แต่มันคือความกล้าหาญที่จะดูแลหัวใจตัวเอง เพื่อให้หลอดพลังงานของเรากลับมาเต็มเปี่ยม และพร้อมออกวิ่งบนลู่ชีวิตต่อไปได้ในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกครั้ง

 

แล้วตอนนี้เราวิ่งมาไกลแค่ไหนแล้วนะ?

หากลองมองย้อนกลับไปกับช่วงเวลาที่ผ่านมา เราจะพบว่าตัวเองเก่งมากแค่ไหนที่ฝ่าฟันอุปสรรคที่รู้อยู่แก่ใจว่าไม่มีเส้นชัยที่เป็นรูปธรรมอยู่ข้างหน้า และรู้ดีว่ามีอุปสรรคที่ยากลำบากอยู่ . ถึงแม้ในเกมจะถูกตั้งโปรแกรมมาให้เราวิ่งไปเรื่อยๆ แบบไม่มีเส้นชัย และบังคับให้เราวิ่งไปเรื่อยๆ จนกว่าหลอดพลังงานจะหมดลง และถึงการเติบโตเป็นผู้ใหญ่จะไม่มีป้ายเส้นชัยอันยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตคนเราก็มีอิสระมากพอที่เราจะสามารถขีดชัยชนะเล็กๆ ได้ด้วยตัวเองแบบที่ไม่ต้องมามีใครกำหนดให้

ท้ายที่สุดแล้ว ความหมายของการมีชีวิต อาจไม่ใช่การฝืนวิ่งเพื่อไปให้ไกลที่สุดหรือทำคะแนนให้สูงกว่าใคร แต่อาจจะคือการวิ่งๆ หยุดๆ เพื่อซึมซับความหวานของเยลลี่ข้างทาง โอบกอดทุกบาดแผลที่ทำให้เราเติบโต และตระหนักได้ว่า แค่เรายังมีแรงลุกขึ้นมากดเริ่มใหม่ในเช้าวันพรุ่งนี้

related