
Recap ถอดความคิด First Jobber: เมื่อโลกการทำงานจริง ไม่ได้มีโจทย์และเฉลยเหมือนในห้องเรียน รีแคปบทสทนาจากรุ่นพี่ First Jobber ที่อยากบอกกับเด็กจบใหม่ว่า...
ชีวิตหลังรั้วมหาวิทยาลัยของ First Jobber มักเริ่มต้นด้วยความรู้สึกคล้ายกัน ความรู้สึกที่ว่า ‘สิ่งที่เรียนมา’ กับ ‘โลกความเป็นจริง’ แทบจะเป็นคนละจักรวาลกัน
ตอนเรียน เรามีโจทย์ชัดเจน มีกำหนดส่ง มีเกณฑ์คะแนนที่บอกว่าทำอย่างไรถึงจะรอด แต่เมื่อก้าวเข้าสู่ออฟฟิศจริง ๆ โลกกลับมอบโจทย์ที่ไม่สมบูรณ์ งานที่เปลี่ยนทิศทางกลางอากาศ งบประมาณที่จำกัด เวลาไม่เคยพอ และหลายครั้ง… แม้แต่หัวหน้าที่สั่งงานก็ยังตอบไม่ได้ด้วยซ้ำว่า ผลลัพธ์ที่แท้จริงคืออะไร
นี่คือสนามจริงที่คนรุ่นเราต้องเผชิญ และนี่คือเสียงสะท้อนจากรุ่นพี่ First Jobber ในวงสทนา HOPE CLUB ‘เจอนี่ First Jobber’ ที่จะพาเราไปสำรวจว่า เมื่อโลกไม่ได้หมุนตามตำรา เราจะปรับตัวและเติบโตอย่างไร
ก้าวแรกของการข้ามผ่านขอบเขตนักศึกษามาเป็นคนทำงาน คือการสลัดสัญชาตญาณแบบ ‘เด็กหลังห้องที่รอโจทย์’ ออกไป
ในโลกจริง ปัญหาไม่ได้มาในรูปแบบตัวเลือก A, B, C หรือ D สิ่งที่ลูกค้าบอก สิ่งที่หัวหน้าต้องการและปัญหาที่แท้จริง อาจเป็นคนละเรื่องกันสิ้นเชิง สิ่งเดียวที่จะพารอดในสภาวะที่ไม่มีใครคอยป้อนงาน คือรากฐานที่เรียบง่ายที่สุด
สกิลด้านเทคนิค (Hardskills) อาจพาเราผ่านประตูสัมภาษณ์งานเข้ามาได้ แต่เมื่อต้องลงสนามจริง เราจะพบว่างาน 90% ไม่ใช่งานเอกสาร แต่มันคือ ‘การทำงานกับคน’
การทำงานในองค์กรไม่ได้วัดกันที่ว่าใครเก่งกว่าใคร แต่วัดกันที่ใครสามารถสื่อสารให้คนอื่นเห็นภาพเดียวกัน ประนีประนอม และผลักดันงานไปข้างหน้าด้วยกันได้
สำหรับ Gen Z ที่ไม่อยากจมอยู่กับระบบเดิม ๆ และมองหาเส้นทางของผู้ประกอบการ ความเป็นจริงมักสั่งสอนเราอย่างตรงไปตรงมาเสมอว่า ‘ความฝันอย่างเดียวไม่เคยพอ’
“ความเป็นผู้ประกอบการไม่ใช่สิ่งที่สอนกันได้ แม้มหาวิทยาลัยจะพยายามสอดแทรกสกิลธุรกิจมาให้บ้าง แต่มันไม่ช่วยอะไร ถ้าขาดเงินทุนและ Passion ที่จะลุยกับมัน”
ท่ามกลางกระแสความกลัวว่า AI จะเข้ามาแย่งงานคนรุ่นใหม่ โลกความเป็นจริงกลับสะท้อนมุมมองที่ต่างออกไป เทคโนโลยีอาจประมวลผลได้เร็วกว่า แต่จิตวิญญาณและความคิดสร้างสรรค์ยังคงเป็นของมนุษย์
สงครามในโลกทำงานจึงไม่ใช่การสู้กับ AI แต่เป็นการวิ่งแข่งกับศักยภาพของมนุษย์ด้วยกันเอง
เราปลูกฝังให้ตามหา Work-Life Balance จนบางครั้งกลายเป็นการนับถอยหลังรอเวลาเลิกงาน แต่ในความเป็นจริง สมดุลชีวิตอาจไม่ได้หมายถึงจำนวนชั่วโมง แต่มันคือ ‘ความหมาย’ ของพลังงานที่เราจ่ายไป
ท่ามกลางกระแส AI, ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และการตามหา Work-Life Balance คำถามสำคัญที่ทิ้งไว้ในช่วงท้ายของเสวนาคือ “ในโลกการทำงานยุคนี้ เด็กจบใหม่ยังมีความหวังอยู่จริงหรือ?”
ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้เปรียบเทียบภาพบทบาทของรุ่นพี่หรือคนทำงานรุ่นก่อนว่า
“คนรุ่นก่อนไม่ได้มีหน้าที่เป็นผู้รู้ไปเสียทุกเรื่อง แต่เปรียบเสมือน ‘โค้ช’(Coach) ที่ไม่จำเป็นต้องวิ่งเร็วกว่านักกีฬา หรือลงไปเล่นเก่งกว่าทุกคนบนสนาม หน้าที่ของโค้ชคือการช่วยวางกลยุทธ์ ถ่ายทอดบทเรียนจากประสบการณ์ที่เคยผ่านร้อนผ่านหนาว และเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพของตัวเองออกมาอย่างเต็มที่”
โลกการทำงานในอนาคตไม่ได้ต้องการให้คนรุ่นใหม่เป็นผู้กำหนดคำตอบทุกล็อค แต่ต้องการ ‘พื้นที่ตรงกลาง’ ที่ส่งต่อประสบการณ์ของคนรุ่นก่อน มาผสานเข้ากับพลังความคิดและทักษะใหม่ ๆ ของคนรุ่นหลัง เพื่อขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้าด้วยกัน
คำว่า ‘ความหวัง’ ในบทสรุปนี้ ไม่ได้หมายถึงคำสัญญาว่าอนาคตจะราบรื่น งานจะมั่นคง หรือ AI จะเข้ามาสั่นคลอนชีวิต
แต่มันคือความเชื่อมั่นในศักยภาพของการปรับตัว เชื่อว่างานแรกไม่จำเป็นต้องเป็นงานสุดท้าย สิ่งที่เรียนมาไม่ได้จำกัดสิ่งที่เราจะเป็นไปตลอดชีวิต และต่อให้โลกข้างหน้าจะเปลี่ยนไปอย่างไร เราทุกคนก็ยังคงมีสิทธิ์เรียนรู้ ปรับตัว และเลือกเส้นทางก้าวต่อไปใหม่ได้เสมอ