
เมื่อ "เมือง" คือบริษัทที่ไม่อนุญาตให้ลาออก 'ความตาย' คือการลาออกครั้งสุดท้าย ที่บริษัท (โลก) อนุมัติให้ทุกคนอย่างเท่าเทียม เล่าเรื่อง ชนชั้นกลางไทย ผ่านหนัง 'HUMAN RESOURCE'
ภาพยนต์ ‘HUMAN RESOURCE’ (พนักงานใหม่ โปรดรับไว้พิจารณา) ผลงานล่าสุดของ เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ เลือกที่จะพาเราเดินเข้าสู่โลกความจริงที่ไร้การแต่งเติม สู่คำถามที่ชวนหน่วงในหัวใจว่า “เราจะมีชีวิตอยู่ในสังคมแบบนี้กันไปเพื่ออะไร ?"
พนักงานใหม่ โปรดรับไว้พิจารณา คือสิ่งที่บอกเล่าสะท้อน "ระบบนิเวศ" ของสังคมในเมืองใหญ่ของไทย ผ่านบทบาทของคนทำงาน คู่รักที่พยายามสร้างครอบครัว และวิถีชีวิตคนเมือง ภายใต้สมมติฐานที่น่าตระหนก: เมืองคือ 'บริษัท' และมนุษย์เป็นเพียง 'ทรัพยากร'
หนังทำให้มนุษย์ดูเล็กจ้อยราวกับมดงานในระบบอุตสาหกรรม โดยมีฉากหลังเป็นเมืองที่ปกคลุมด้วยฝุ่น PM 2.5 และการจราจรที่ติดขัดจนเป็นกิจวัตร , สถานที่ทำงานที่น่าอึดอัดไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในตึกสูง แต่ขยายวงกว้างไปสู่ "โครงสร้างเมือง" ถนนหนทางที่ไม่เป็นมิตร การเดินทางที่สูบกินพลังชีวิตในแต่ละวัน และความไร้ระเบียบวินัยบนท้องถนนที่กฎหมายมีแต่เหมือนไม่มี
สิ่งเหล่านี้เปรียบเสมือน "สภาพแวดล้อมการทำงานที่เป็นพิษ" ที่ชาวกรุงเทพฯ ต้องตอกบัตรเข้าทำงานทุกวัน โดยไม่มีวันหยุด
สถิติจาก นิด้าโพล และดัชนีชี้วัดคุณภาพชีวิตในปี 2568 สะท้อนให้เห็นว่า ประชาชนกว่า 1 ใน 3 มองว่าคุณภาพชีวิตจะไม่ดีขึ้น สอดคล้องกับบรรยากาศในหนังที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ถนนพัง และสารพิษในอากาศ
ตัวละคร ‘เฟรน’ (รับบทโดย เอิงเอย-ประภามณฑล) เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคล (HR) คือตัวแทนของความย้อนแย้งในโลกทุนนิยม เธอต้องทำหน้าที่ "เชิญชวน" ผู้คนเข้าสู่องค์กร ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าข้างในนั้นฟอนเฟะเพียงใด
ภาพสะท้อนที่เจ็บปวดที่สุดคือความสัมพันธ์ระหว่างเฟรน กับ ‘จิดา’ (รับบทโดย พิมมา-พิมพ์มาดา) เด็กจบใหม่ที่เป็นตัวแทนของความไร้เดียงสา จิดาต้องเผชิญกับวัฒนธรรมอำนาจนิยม ที่ฝังรากลึกจากโรงเรียนสู่ที่ทำงาน ตั้งแต่ครูปาชอล์กใส่นักเรียน จนถึงเจ้านายปากระดาษใส่ลูกน้อง
นี่คือภาพจำลองของสังคมไทยที่ 'ความอดทน' ถูกเชิดชูให้เป็นคุณสมบัติสูงสุด พนักงานไทยกว่า 40% ประสบภาวะเครียดสูง แต่สิ่งที่ระบบมอบให้ไม่ใช่ทางออก แต่เป็นทางตันที่บีบให้ต้องก้มหน้าทำงานต่อไป เพราะเศรษฐกิจและภาระหนี้สินไม่อนุญาตให้ใคร "ลาออก" ได้ง่ายๆ
"การจะโตขึ้นมาเป็นคนที่โอเคคนหนึ่ง ก็ต้องใช้ความพยายามมากเหมือนกันนะ"
บทสนทนาในเรื่องที่สรุปความเหนื่อยล้าของยุคสมัยเห็นภาพที่ชัดเจน
ตัวละครคู่รัก ‘เฟรน’ และ ‘เทม’ (รับบทโดย เพชร-เผ่าเพชร) ที่กำลังจะมีลูก ท่ามกลางวิกฤตเด็กเกิดต่ำสุดในรอบ 7 ทศวรรษ (ปี 2568 มีเด็กเกิดใหม่เพียง 4 แสนกว่าคน) พนักงานใหม่ โปรดรับไว้พิจารณา ตั้งคำถามเชิงจริยธรรมที่รุนแรงว่า เราควรพาชีวิตหนึ่งมาสู่โลกที่พังทลายใบนี้หรือไม่?
ในขณะที่เฟรนมองเห็นอนาคตลูกผ่านความลำบากของพนักงานใหม่อย่างจิดา ฝั่งของเทมกลับเลือกวิธีแก้ปัญหาแบบไทยๆ คือการวิ่งหา "คอนเนกชัน" และระบบอุปถัมภ์ เพื่อสร้างเกราะกำบังให้ลูกตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการหาโรงเรียนอินเตอร์ หรือการเข้าหาผู้มีอำนาจ
สะท้อนให้เห็นว่า ในสังคมที่กฎหมายพึ่งพาไม่ได้ (ดัชนีหลักนิติธรรมไทยอยู่ที่ 0.50 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก) พ่อแม่ชนชั้นกลางถูกบีบให้ต้องดิ้นรนสร้าง "ความยุติธรรมส่วนบุคคล" ขึ้นมาเอง เพื่อการันตีว่าลูกของตนจะรอด
ท้ายที่สุด HUMAN RESOURCE พาเราไปแตะขอบฟ้าทางปรัชญาที่ว่า 'อิสรภาพทางการเงิน' ที่ทุกคนโหยหาใฝ่ฝัน อาจเป็นเพียงภาพลวงตา เพราะไม่ว่าคุณจะเป็นพนักงานออฟฟิศ คอนเทนต์ครีเอเตอร์ หรือลูกเจ้าของบริษัท ทุกคนต่างติดอยู่ในกับดักความคาดหวังและอัลกอริทึมของระบบทุนนิยมไม่ต่างกัน
ฉาก 'ล้างรถอัตโนมัติ' ในหนัง อาจเป็นสัญลักษณ์ของการชำระล้างจิตใจชั่วคราวของคนเมือง แม้จะรู้ว่าออกไปฝุ่นก็เกาะเหมือนเดิม แต่เราก็ต้องการช่วงเวลาสั้นๆ ที่ได้รู้สึกสะอาด
หนังเรื่องนี้ทิ้งท้ายด้วยความจริงที่โหดร้ายแต่เที่ยงธรรมเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือ "ความตาย" คือการลาออกครั้งสุดท้ายที่บริษัท (โลก) อนุมัติให้ทุกคนอย่างเท่าเทียม
หรือว่าเรา ไม่มีทั้งโอกาสและทางเลือก บีบบังคับให้พวกเขากลายเป็นพนักงานที่ต้อง ‘อดทนที่สุด’ ของบริษัทที่ไม่อนุญาตให้พวกเขาลาออกด้วยซ้ำ ยกเว้นตาย ?